วันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2553

กลุ่มพันธุ์ฮาวนด์Hound Group อิ็อตเตอร์ฮาวนด์Otterhound



อ็อตเตอร์ฮาวนด์ Otterhound

ดูแล้วก็เหมือนกับพันธุ์บลัดฮาวนด์ที่สวมขนแกะ มีขนที่ยุ่งยิ่งไปต้ังแต่บนหัวจนจรดหาง ลูกตาที่จมลึกอยู่ในเบ้าตา และจมูกบานก็โผล่ออกมาระหว่างหนวดกับเคราที่รุ่มร่าม
พันธุ์นี้มีอยู่น้อยในอเมริกา แต่ฮาวนด์พันธุ์นี้แหละที่ไล่กวดตัวนากตามลุ่มนำ้ลำธารที่มีปลาชุกชุม ไม่มีใครสืบสาวรู้ต้นกำเนิดของพันธุ์นี้แน่นอน รู้กันคร่าวๆ เพียงว่านอกจากสายเลือดบลัดฮาวนด์แล้ว ก็ยังมี เซาเทิร์นฮาวนด์ เวลช์ ฮารีเออร์ วอเตอร์สแปเนียล และเวนดีลฮาวนด์ ผสมอยู่ในสายเลือดอย่างละนิดละหน่อย
อ็อตเตอร์ฮาวนด์เหมาะที่สุดสำหรับที่จะฝ่าความหนาว ลุยนำ้ หรือทรหดในกีฬาที่เอามาตั้งชื่อของมันคือ ลำตัวนาก เท้่าที่มีพังผืดระหว่างนิ้วช่วยให้ว่ายน้ำได้แข็ง ขนที่ชุ่มนำ้มันอยู่ในขนชั้นในนั้นทำให้ตัวอุ่น จมูกไวก็ดมไปเรื่อ
ยๆ ตามฝั่งลำธารในยามรุ่ง เสาะหากลิ่นที่พวกนากทิ้งเอาไว้ยามคำ่คืน พอจับกลิ่นได้เมื่อใด เสียงอันทุ่มตำ่ของมันก็บรรเลง เตือนให้นักล่าที่เดินตามมาได้รู้
ล่ากันครั้งหนึ่งๆ บางทีไกลถึง 23 ไมล์ และกินเวลาถึง 10 ชั่งโมง ในศตวรรษที่ 19 มีหมาพันธุ์อ็อตเตอร์ฮาวนด์ล่านาก
อยู่
ตามลำธารตามคลองในอังกฤษกว่า 20 ฝูง พวกนักล่าที่ชอบทางนี้มักจะเลือกเอาการล่านากมาแทนล่าหมาจิ้งจอก ตอนที่หมดฤดูล่าหมาแล้ว ในทุกวันนี้ หมาฟ็อกซ์ฮาวนด์ และหมาพันธุ์ผสมก็เข้ามาร่วมอยู่ในฝูงหมาล่านากกับเขาด้วย
อ็อตเตอร์ฮาวนด์นี้มีสีต่างๆกันไป นับแต่สีฟ้าและสีขาวไปจนถึงแบล็กแอนด์แทน และร่าเริงแจ่มใสในยามที่ลุยนำ้บรรเลงเพลงหมาไปเรื่อย ตามลำธารอันเร้นลับที่เย็นยะเยือก ถ้าเลี้ยงไว้ในบ้านจะเป็นหมาที่รักเด็กเป็นเพื่อนเด็กที่วิเศษสุดทีเดียวเชียว

สูงเพียงไหล่ 24-26 นิ้ว นำ้หนักประมาณ 65 ปอนด์



วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

อเมริกัน ฟ็อกซ์ฮาวนด์ American Fox Hound



กลุ่มพันธุ์ฮาวนด์ อเมริกัน ฟอกซ์ ฮาวนด์Hound Group American Fox Hound

ขาของหมาพันธุ์นี้เรียวๆ กว่า และตัวเบากว่าอิงลิช ฟ็อกซ์ฮาวนด์ เดอ โซโต ได้นำฮาวนด์ตัวแรกเข้ามายังโลกใหม่เพื่อแกะรอยพวกอินเดียแดง ในปี1650 โรเบิร์ต บรุก ตั้งถิ่นฐานลงในแมรีแลนด์พร้อมด้วยฟ็อกซ์ฮาวนด์ทั้งฝูง ยอร์จ วอชิงตัน นำหมาพันธุ์อังกฤษมาเลี้ยงไว้เมื่อปี 1770 และได้รับของขวัญเป็นหมาล่ากวางพันธุ์ฝรั่งเศสที่มีหูยาวจาก นายพล ลาฟาเเย็ด เมื่อปี 1785 หมาสองพันธุ์ก็เลยผสมกัน และอาจเป็นบรรพสุนัขของอเมริกันฟอกซ์ฮาวนด์ในทุกวันนี้ ชาวแมรีแลนด์และชาวเวอร์จิเนียที่ขี่ม้าได้เก่งแต่ไม่ค่อยชอบแบบฉบับการล่าของอังกฤษยามเมื่อควบตามฝูงหมา พอนักล่าเห็นตัวเหยื่อ ก็มักแหกปากร้องลั่นไปทั้งท้องทุ่ง อาจเป็นต้นกำเนิดของเสียงร้อ
งโห่ยามเมื่อทหารฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ประจัญบานกันในยุคสงครามกลางเมืองนั้นเอง
นักควบอาชาที่กวดหมาจิ้งจอกไปตามทุ่งในฟิลาเดลเฟียที่เพิ่งตั้งเมืองใหม่ตลอดจนในไร่ของแมนฮัตตันตอนบน หรือการล่าหมาในบรุกลินนั้นเพิ่งมาสั่งห้ามกันเมื่อไม่ถึง100 ปีมานี้เอง
กีฬาดังกล่าวเป็นแบบฉบับของการล่าหมาจิ้งจอกในรูปแบบต่างๆ แล้วแต่ว่าจะเป็นภูมิภาคไหน ต่างก็มีชื่อของผู้เพาะเลี้ยงรายฉมังๆ ไว้เช่น มอบิน วอล์กเกอร์ ทริกก์ เบิร์ดซอง และอื่นๆ ต่างพวกต่างก็เหมาะกับวิธีล่านั้นๆ
หมาจิ้งจอกในอเมริกานั้นหายากกว่าในอังกฤษ และกลิ่นหมาจิ้งจอกในดงทึบและภูมิประเทศที่เป็นขุนเขาก็ตามยาก ฉะนั้น อเมริกันฟ็อกซ์ฮาวนด์จึงต้องอาศัยจมูกที่ไวและแม่นเป็นพิเศษ หมาที่แกะรอยติด จะตามหมาจิ้งจอกที่ว่องไวรวดเร็วไปไม่ลดละ ฝ่าพื้นภูมิประเทศที่ทุรกันดารไม่ท้อถอย มีฝีเท้าที่เร็วสุดยากที่นักอาชาจะตามทัน นักล่าจะตามได้ถูกก็เพราะเสียงเห่าหอนของมันไปตลอดทาง หมาพันธุ์ฝรั่งเศสของ ยอร์จ วอชิงตันนั้น กล่าวกันว่าร้องเพราะมีกังวานประดุจ "เสียงระฆังในกรุงมอสโก"
ยามคำ่คืน หมาพวกนี้จะตามกลิ่นหมาจิ้งจอกไปจนกระทั่งหมาจิ้งจอกมุดเข้ารูเข้าโพรง มันจะเฝ้าอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเจ้าของเป่าปากเรียกนั้นแหละ มันจึงจะวิงกลับมาไกลเป็นไมล์ๆ เพื่อกลับบ้าน ซ่ึงนับว่าเก่งไม่น้อยที่จับทิศทางกลับบ้านได้แม่น อเมริกันฟ็อกซ์ฮาวนด์นั้น หูยาวและตาโศก มีเสียงหอนที่เพราะ
สูงเพียงไหล่ 21-25 นิ้ว นำ้หนักประมาณ 70 ปอนด์

วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

กลุ่มพันธุ์ฮาวนด์Hound Group อิงลิชฟ็อกซ์ฮาวนด์English Foxhound



อิงลิชฟ็อกซ์ฮาวนด์ English Foxhound

ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของทีมหมาล่าจิ้งจอก ชีวิตอันเริงรื่นชื่นใจก็ตอนที่แห่ข้ามทุ่งในอังกฤษกันเป็นฝูงๆ นั่นแหละ เรื่องการล่าหมาจิ้งจอกของพันธุ์นี้ เป็นกิจกรรมมาตั้งแต่ยุคกษัตริย์ในสมัยกลาง โดยเจริญรอยตามอย่างหมาล่ากวางป่าที่ตัวใหญ่กว่าและถือว่าเป็นบรรพสุนัขของมัน
ยุคที่โอลิเวอร์ ครอมเวล ครองอำนาจอยู่นั้นเขาได้ล้างป่า ล่ากวางเสียหลายแห่ง แล้วก็บังคับให้พวกนักล่ากวางหันไปล่าหมาจิ้งจอกแทน ในศตวรรษที่ 18 ดยุคแห่ง
โบฟอร์ด ซึ่งกำลังกลับจากการล่ากวาง เกิดปล่อยหมาให้ตามกลิ่นหมาจิ้งจอกไป ดยุคก็เลยต้องห้อม้าตามฝูงหมาข้ามทุ่งข้ามท่าไปลิบลับ อันเป็นเหตุให้เกิดความคึกคักสนุกสนานเป็นอย่างยิ่ง การล่าหมาจิ้งจอกก็ลยเป็นที่นิยมของชนชั้นสูงจนถึงชนชั้นกลางและชนชั้นล่าง
คำขวัญของกีฬาล่าหมาจิ้งจอกมีอยู่ว่า"จะเลือกเอาหมาจิ้งจอกที่ตายหรือจะเอาคอตนเองหัก"อันเป็นการกระตุ้นสปิริตของบรรดาทหารและนักการทูตของอังกฤษทั้งหลาย จนกลายเป็นที่ลือเลื่องไปทั้งในวรรณกรรมและจิตรกรรมที่แสดงไว้เป็นลายลักษณ์อักษรและรูปภาพที่แสดงว่า"การล่านี้เป็นกีฬาของพระราชา"ดังที่นาย ยอร็อกส์ ได้พรรณาไว้ว่า"ได้รับรสแห่งความตื่นเต้นประหนึ่งทำการสัปยุทธ์โดยไม่บาดหมางใจและเสี่ยงภัยแค่ 25เปอร์เซ็นต์เท่านั้น"
การเพาะพันธุ์และเลี้ยงอย่างระมัดระวังได้ทำให้อิงลิชฟ็อกซ์ฮาวนด์ ทำงานได้เหมาะสมอย่างยิ่งกับสายพันธุ์เกรย์ฮาวนด์ ได้ทำให้ขาของมันยาว ตรง วิ่งเร็ว และมีความอดทนสูง ฝูงที่ดีๆ และเก่งๆ อาจจะนำฝูงม้าของนักล่าข้ามทุ่งไปได้ไกลๆ ถึง 75 ไมล์ อกเป็นรูปสีเหลี่ยมและตีนนุ่มเหมือนแมว ขนาดและฝีตีนของมันนั้นแตกต่างกันไป แล้วแต่ว่าภูมิประเทศอย่างไหนตั้งแต่ที่เป็นลูกเนินไปจนถึงที่เป็นเขา หรือชันดิกอย่างในไอร์แลนด์ แต่ก็ไม่เร็วไม่ช้ากว่ากันมากนัก
สีแบล็กแอนด์แทนคือดำนำ้ตาลนั้น แต้มตามตัวมันทับสีพื้นที่ขาวมากบ้างน้อยบ้าง นักเพาะหมาบางรายก็ต้ังใจจะให้มีสีสมำ่เสมอเหมือนกันหมดทั้งฝูง และต่างก็เลือกเอาตัวที่เห่าหอนได้เสนาะโสต
การล่าหมาจิ้งจอกเป็นกีฬาที่ติดตามชาวอังกฤษไปทุกแห่งหนในโลก ท่านลอร์ดแฟร์แฟ็กซ์ได้นำเอาหมาฮาวนด์
ของอังกฤษมาที่รัฐเวอร์จิเนียเมื่อปี 1738 และฝูงหมาล่าพันธุ์นี้ก็ยังมีหอนเห่าอยู่ตามท้องทุ่งในออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์อยู่ตราบเท่าทุกวันนี้ หมาฮาวนด์ที่ขลิบหูและมีหัวชูตรงตามแบบฉบับของหมาอังกฤษก็ยังอยู่ในทุ่งหญ้าแคนาดาตามกลิ่นหมาจ้ิงจอกที่คนหลอกเอาขี้ม้าโรยไว้เพื่อล่อหมา
สูงเพียงไหล่ 23-25 นิ้ว นำ้หนักประมาณ 85 ปอนด์

วันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

กลุ่มพันธุ์ฮาวนด์ Hound Group บาสเซ็ตฮาวนด์ Basset hound

บาสเซ็ตฮาวนด์ BassetHound

หมาบาสเซ็ตสืบเชื้อสายมาจากหมาฮาวนด์พันธุ์แซงต์ฮูแบรต์ซึ่งใช้แกะรอยจนพบสัตว์แล้วตะเพิดออกมาจากที่ซุ่มซ่อน เนื่องจากเพาะพันธุ์กันมา
โดยฝีมือพวกพราน หมาตวลำ่ม่อต้อย่อมๆนี้เองจึงสามารถแกะรอยกวาง หมาป่า หมูป่าในป่าภาคเหนือยุโรป จนถึงขั้นตามหมาจิ้งจอกและ เกมอื่นๆ ได้
พรานฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 16 มักจะใช้บาสเซ็ตตามกลิ่นตัวเบ็ดเยอร์ ซึ่งเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งขนาดเท่าหมาจิ้งจอก ตีนมีเล็บอย่างหมี และขุดโพรงอาศัยอยู่
ในดิน ต้องใช้บาสเซ็ตที่ฝึกไว้ดีแล้วอย่างน้อย 12 ตัว โดยแต่ละตัวต้องมีปลอกคอหนาสามนิ้วมีกระพรวนผูก แล้วก็คอยฟังขณะที่หมามันเห่าตอนที่ตามเหยื่อลงไปในโพรงใต้ดิน แล้วคนตั้งสิบคนซึ่งมีพลั่ว มีเสียมก็คอยขุดตามไปเพื่อเอาเหยื่อนั้นขึ้นมา
หลายศตวรรษที่บาสเซ็ตฮาวนด์หลายจำพวกเวียนไปวนมาอยู่ในฝรั่งเศส แล้วก็วิวัฒนาการไปจนกระทั้งกลายมาเป็นขนเรียบเส้นหยาบๆ ขาตรงบ้าง ขาคดๆบ้างก็มี แม้ในภาคพื้นยุโรปจะรู้จักหมาบาสเซ็ตมาช้านาน ชาวอังกฤษน้อยคนนักจะได้เคยเห็นก่อนปี 1863 คราวที่มีการโชว์หมาครั้งแรกในกรุงปารีส แล้วเข้ามาอวดตัวในอังกฤษอีก 12 ปีต่อมา พันธุ์นี้ก็เกิดเป็นที่ถูกใจ บรรดาเจ้านายอังกฤษต่างก็หลงใหลใฝ่ฝัน ทั้งพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 และพระราชินีอเล็กซานดราก็ทรงโปรดด้วยกันทั้งนั้น
พันธุ์สายเลือดที่เห็นกันบ่อยๆ ในสหรัฐนั้นเรียกว่า Le Couteulx ตามชื่อของนักเพาะหมาชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 19 มักจะมีสีอย่างฟ็อกซ์ฮาวนด์ต้ังแต่หูที่ตูบห้อยย้อยลงมา ยังกะผ้าม่านกำมะหยี่อันนุ่มนิ่ม ไปจนถึงหาง
ที่ชูตั้งแล้ว ขาสั้นลำ่ม่อต้อสูงกว่าดินไม่กี่นิ้ว แต่ก็ใช่จะเป็นโทษหากแต่กลับเป็นคุณเพราะจมูกอันไวนั้นเองจะอยู่เกือบชิดดิน ช่วงก้าวที่สั้นนี่เองที่พรานพอจะเดินตามได้ทัน ยามที่มันจับกลิ่นสัตว์ได้ นักกีฬาในสหรัฐใช้ล่าหมาจิ้งจอก แร็กคูน โอพอซซัม และกระรอก แต่ที่นับว่าเด่นในคุณภาพของบาสเซ็ตก็คือการไล่ไก่ฟ้าและกระต่ายออกจากที่ซ่อน การเยื้องย่างอย่างไม่รีบร้อนแต่ละเอียดลออในทุ่ง ทำให้สัตว์ไม่แตกตื่น เป็นหมาที่ฝึกได้ง่ายและฝึกให้เก็บนกก็ได้ นิยมเลี้ยงกันเป็นหมาบ้านในสหรัฐ ใครเห็นตาโศกของมันเข้าแล้ว ทนอยู่ไหวหรือที่จะไม่รักมันได้
สูงเพียงไหล่ 11-15 นิ้ว นำ้หนัก 25-40 ปอนด์

วันอังคารที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

กลุ่มพันธุ์ฮาวนด์ บลัดฮาวนด์ Bloodhound


บลัดฮาวนด์ Bloodhound

พันธุ์นี้จัดว่าเป็นชั้นเซียนในหมู่หมาที่ล่าโดยอาศัยกลิ่น เป็นหมาที่มีสีหน้าวางเฉยที่สุดและมีจมูกไวที่สุดของโลกทีเดียว ระบบประสาทการดมกลิ่นอันลำ่เลิศประกอบด้วยปณิธานอันแน่วแน่ ลือเลื่องกันมาแล้วตั้งแต่สมัยโรมันเรืองอำนาจ แต่สายเลือดบลัดฮาวนด์เท่าที่รู้กันมานั้นเริ่มขึ้นเมื่อศตววษที่ 8 จากหมาฮาวนด์พันธุ์แบล็ก แอนด์ แทนคือดำตัดนำ้ตาลที่เรียกกันว่า
แซงต์ฮูแบรต์ ที่เขาเคยใช้ล่าเนื้อกันในป่าอาร์เดนส์ กับอีกพันธุ์หนึ่งที่เรียกกันว่า ทัลโบต์ฮาวนด์ บรรดาเจ้าผู้ครองถิ่นนอร์มันได้นำเอาบลัดฮาวนด์ต้นตระกูลข้ามช่องแคบมาสู่อังกฤษ และในศตวรรษต่อๆ มา ตอนที่วัดอารามทุกแห่งต่างก็มีคอกเลี้ยงหมาของตนไว้นั้น พระชั้นราชาคณะก็นิยมเลี้ยงกัน ต่างก็รักษาเลือดพันธุ์บริสุทธิ์ไว้ จึงได้ชื่อว่า "บลัดฮาวนด์" ซึ่งหมายถึงหมาที่มีสายเลือดบริสุทธิ์แท้
ดร.โยฮัน ไคอุส ผู้รอบรู้ในเรื่องยุคสมัยอลิซาเบท ได้อธิบายไว้ว่าหมา
พันธุ์นี้โดยปกติก็เรียกกันว่า "Bloundhounde"หรือ"Sanguinarius"เพราะความสามารถในเชิงตามรอยกลิ่นเลือดสัตว์ที่บาดเจ็บจากการล่า แม้แต่ตอนที่เกิดโจรลักวัวกันชุกชุมในเขตพรมแดนระหว่างอังกฤษกับสก็อตแลนด์ก็สามารถตามรอยคน(โจร)ได้ไม่ผิดพลาด ในกาลต่อมาหมาบลัดฮาวนด์ ก็แกะรอยตามพวกลักฆ่ากวาง ในเขตวนอุทยานขนาดใหญ่หรือเขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่าในอังกฤษ
แม้อังกฤษจะเป็นผู้คัดผู้เพาะพันธุ์นี้ขึ้นมา หมาพันธุ์นี้ก็มีชื่อเสียงสูงสุดและยังรักษาชื่อนั้นอยู่อย่างไม่มีด่างพร้อยในสหรัฐ บางคนรังเกียจหมาพันธุ์นี้แล้วก็วาดภาพให้เห็นความดุร้ายของมันในการเข้าฟัดทาสที่หลบหนีเจ้านาย ซึงความจริงแล้ว หมาบลัดฮาวนด์เลือดบริสุทธิ์นั้นเป็นหมาที่อ่อนโยนที่สุด มักจะขี้อายมากกว่าดุร้าย หมานี้เองที่แกะรอยตามนักโทษที่หลบหนีและสูดดมกลิ่นแก๊สที่รั่วออกจากท่อใต้ดิน แต่หน้าที่หลักของพันธุ์นี้คือ ตามกลิ่นคนเพื่อหาผู้ที่หลงทางหรือผู้ที่กำลังหลบหนี สามารถจับกลิ่นเหงื่อไคลของมนุษย์ที่เอาละลายในนำ้ให้เจือจางถึงหนึ่งในล้านได้ สามารถแกะรอยตามดินชื้น ลมพัดอ่อนอุณหภูมิพอเหมาะ หมาบลัดฮาวนด์จะแกะรอยใหม่ๆ โดยเงยหน้าเสมออก จับกลิ่นเอาในอาศ หากเป็นรอยที่จางกลิ่นเต็มที่แล้วก็จะเอาจมูกและริมฝีปากลงชิดดิน
หัวอันใหญ่โตวัดได้ความยาวกว่า 12 นิ้ว จากปลายจมูกถึงจุดบนกลางหัว(ระหว่างโคนหูที่ชิดกัน) หูที่แลดูยังกับผวยผ้าเมื่อจับกางออกทั้งสองข้างวัดได้ประมาณ 30 นิ้ว หนังที่ย่นยู่ยี่ตามหัวและคอก็ยิ่งย่นหนักเมื่อเวลามันก้มลงดมตามดิน เน้ือตัวที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามนั้นเป็นสีดำและสีแทน หรือแดงและแทน หรือนำ้ตาลปนเหลือง หมาบลัดฮาวนด์รักคนเป็นอย่างยิ่งและประสาทไวยิ่งนัก ชอบอยู่กับคน เมื่อคนแสดงความรักเอ็นดูหรือดุด่าวากล่าวมัน ซึ่งมันจะสำนึกในทันที
สูงเพียงไหล่ 23-27 นิ้ว นำหนัก 80-110 ปอนด์

วันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2553

การดูแลสุนัขก่อนและหลังการคลอด


การดูแลสุนัขก่อนและหลังการคลอด

ครวจัดสถานที่ไว้ให้แม่สุนัขคลอดโดยต้องไม่อยู่ในที่โล่งแจ้ง ครวหามุมเงียบสงบพ้นจาก
สายตาของสัตว์เลี้ยงตัวอื่น เมื่อได้สถานที่แล้วสุนัขจะนอนลงไม่ไปไหน ไม่
ยอมกินอะไรในช่วงนี้ ใช้ปรอทวัดอุณหภูมิสุนัข(อุณหภูมิปกติอยู่ที่ประมาณ 100.5 F) ถ้าอุณหภูมิลดตำ่ลงกว่า 99.5 F แสดงว่าจะคลอดภายใน 24 ชั่วโมง (ครววัดอุณหภูมิต้ังแต่ท้องประมาณ 55 วัน)การที่อุณหภูมิลดลงเป็นเพราะว่าร่างกายสุนัขจะหลั่งสารออกมาระงับอาการเจ็บปวดก่อนคลอด ซึ่งส่งผลให้อุณหภูมิตำ่ลง ถ้าไม่ใช้การวัดอุณหภูมิให้สังเกต
เต้านมของแม่สุนัขจะมีการบวมคัดเมื่อบีบจะมีนำ้นมไหลออกมา สุนัขจะหายใจแรงกระสับ
กระส่ายแสดงอาการเบ่งลูก
ข้อครวระวัง เมื่อแม่สุนัขแสดงอาการเบ่งลูกแล้วไม่ยอมออกเป็นเวลานานเกิน 6 ชั่วโมง
แสดงว่ามดลูกไม่มีแรงบีบตัว ให้พาแม่สุนัขไปพบสัตว์แพทย์เพือทำคลอดทันที หาก
ปล่อยทิ้งไว้แม่สุนัขอาจเสียชีวิตได้ กรณีนี้ครวเคลื่อนย้ายแม่สุนัขด้วยความระมัดระวัง
ขั้นตอนในการคลอด
แม่สุนัขกำลังจะคลอดลูกจะมีอาการกระสับกระส่าย หายใจแรงเป็นช่วงๆ และจะมีนำ้นมไหลออกมา มดลูกบีบตัวเป็นจังหวะ มีนำ้เมือก

ละลายออกมา มีการคลายและขยายของปากมดลูก พฤติกรรมเปลี่ยน เช่น ขุดพื้น ไปซุกตัวตามมุมมืดๆ ช่วงเตรียมคลอดประมาณ 1-36 ชั่วโมง แม่สุนัขคลอดจริง มีการฉีกขาดของรกของลูกตัวแรก ถุงนำ้ครำ่ที่ห่อตัว
ลูกสุนัขอยู่แตก แล้วถุงที่หุ้มตัวลูกสุนัขจะออกตามมาภายใน 30 นาที ไม่ครวเกิน 2 ชั่วโมงหลังจากถุงนำ้ครำ่แตก หากไม่มีลูกสุนัขออกมาให้พาแม่สุนัขพบสัตว์แพทย์ทันที แสดงว่ามีปัญหาในการคลอด ตัวลูกอาจจะอยู่ในแนวขวาง หรือตัวลูกใหญ่เกิน ถ้าพาไปผ่าไม่ทันจะทำให้ลูกในท้องตายทั้งหมดได้กรณีช่วยทำคลอด หลังจากลูกสุนัขคลอดออกมา ให้ใช้มือคอยๆดึงถุงลูกสุนัขออกมาตามทางของช่องคลอด ประคองถุงตัวลูกสุนัขไว้แล้วค่อยๆ ดึงเพื่อให้รกออกมาด้วย (จับตรงสายระหว่างถุงกับรกแล้วค่อยดึง)เพื่อรกจะได้ไม่ค้างอยู่ในมดลูก จากนั้นฉีกถุงหุ้มตัวลูกสุนัขออก มัดสายสะดือห่างจากท้องประมาณ 1 นิ้ว ตัดสายสะดือ ทาเบทาดีน ดูดเมือกในปากและจมูกลูกสุนัขออก ใช้ผ้าเช็ดถูย้อนขนลูกสุนัขเพื่อกระตุ้นการหายใจ สามารถใช้นำอุ่นหรือแอลกอฮอล์ เช็ดตัวลูกสุนัขเพื่อป้องกันการเกิดผิวหนังอักเสบอันเนื่องมาจากคราบสกปรกที่เกิดจากการคลอดซึ่งเราเช็ดไม่หมด จับลูกสุนัขให้ดูดนมแม่กระตุ้นด้วยการบีบให้นำ้นมไหลแล้วจับปากลูกสุนัขให้งับแล้วดูว่าลูกสุนัขสามารถดูดนมได้ และลูกตัวอื่นๆ ให้ครบทุกตัว
นำ้นมแม่สุนัขสำคัญอย่างไร
ลูกสุนัขแรกคลอดมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องได้รับนำ้นมจากแม่สุนัข โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 24-72 ชั่วโมงแรกซึ่งจะเป็น"นมนำ้เหลือง"(Colostrum) โดยที่เราจะสังเกตได้ว่านมนำ้เหลืองนั้นจะมีสีค่อนข้างเหลืองและข้นในขณะที่นมปกตินั้นจะเป็นสีขาวใส เหตุที่นมนำ้เหลืองมีความสำคัญสำหรับลูกสุนัขมากก็เนืองมาจากภูมิคุ้มกันโรคต่างๆที่สร้างจากตัวแม่สุนัขจะสามารถถ่ายทอดมายังลูกสุนัขได้โดยอาสัยการผ่านทางนำ้นมเหลืองนี้ถึง 80% และส่วนที่เหลือของภูมิคุ้มกันเพียง 20% ได้ผ่านจากแม่มาสู่ลูกสุนัขแล้วในช่วงที่แม่สุนัขตั้งท้อง เมื่ิอพ้น 3 วันแรกภายหลังการคลอดไปแล้ว นมนำ้เหลืองก็จะค่อยๆหมดไป แม่สุนัขก็จะเริ่มสร้างนำ้นมปกติออกมา โดยภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากนมนำ้เหลืองนี้ก็จะสามารถช่วยทำให้ลูกสุนัขได้รับภูมิคุ้มกันโรคจากแม่สุนัขและสามารถนำมาใช้กับตัวลูกสุนัขเองได้เลย ซึ่งภูมิคุ้มกันแบบนี้จะเรียกว่า ภูมิคุ้มกันแบบรับมาPassive Immunnity

วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2553

การตกไข่ของสุนัขตัวเมีย

การตกไข่ของสุนัขตัวเมีย
ถ้าอยากทราบวันที่สุนัขตกไข่และพร้อมผสมต้องพาสุนัขไปพบสัตว์แพทย์ เพื่อทำการตรวจว่าสุนัขของเราพร้อมที่จะผสมได้เมื่อไหร่ หรืออีกวิธีง่ายๆ และตามธรรมชาติคือ ถ้าเรามี
สุนัขตัวผู้อยู่ในบ้านด้วยเราจะสังเกตได้ว่า ถ้าตัวเมียให้ตัวผู้ขึ้นนั้น
หมายความว่า ตกไข่แล้ว
ถ้าไม่ได้ให้เขาผสมกันเอง ก็ควรจะแยกเขาออกจากกัน วันต่อมาก็สามารถพาไปผสมกับสุนัขที่เราต้องการได้เลย ระยะเวลาที่ตัวเมียพร้อมให้ผสม จะนับจากวันที่เขามีประจำเดือน
ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันที่ 10 หรือภายในวันที่ 10-14 ของการมีประจำเดือน ไม่ควรให้ผ่านพ้น
หรือใช้วิธีธรรมชาติโดยให้สุนัขตัวผู้เป็นตัวบอกเราได้เหมือนกัน
การตั้งท้อง
ภายหลังการผสมพันธุ์แล้ว แม่สุนัขตั้งท้องประมาณ 60 วัน จะมีนำ้หนักตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดในช่วง 4 สัปดาห์สุดท้ายของการตั้งท้อง เพราะลูกมีการเจริญเติบโต ไม่ควรให้อาหารใน
ปริมาณที่มากจนเกินไปในขณะที่ตั้งท้องอ่อนๆ จะทำให้แม่สุนัขอ้วน และมีไขมันมากเกิน
ความจำเป็น(ควรเริ่มบำรุงในช่วง 45 วันของการตั้งท้อง)เพราะอาจจะเกิดปัญหาทำให้คลอดยาก ในช่วงนี้ไม่ควรออกกำลังกาย
อาหารที่ให้ครวมีโปรตีนสูงและเพิ่มปริมาณมากขึ้น 20% จากที่เคยให้ เมื่อสุนัขท้องมดลูกจะขยายตัวออกเต็มท้องกระเพาะอาหารสุนัขจะขยายตัวได้ไม่เท่าปกติ ดังนั้น ให้อาหารแม่สุนัขในแต่ละวันโดยแบ่งออกเป็นหลายๆ มื้อ เมื่อลูกๆ ของสุนัขคลอดออกมาแล้ว
อยู่ในระหว่างการดูแลของแม่สุนัข แม่สุนัขจะต้องกินอาหารมากกว่าปกติถึง 50% ความต้องการสารอาหารและพลังงานจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก แม่สุนัขต้องการกินอาหารเพิ่มขึ้นในปริมาณ 3-5 เท่าของอาหารที่กินปกติ เพื่อให้มั่นใจว่าแม่สุนัขจะสามารถผลิตนำ้นมให้ได้มากเพียงพอกับความต้องการของลูกๆ และยังคงมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงอยู่นั้นเอง ในช่วงการให้นมซึ่งอยู่ประมาณ 3-4 สัปดาห์ แม่สุนัขจะมีนำ้หนักลดลงประมาณ 4-7% ต่อวัน จากการผลิตนำ้นม ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้อาหารแม่สุนัขวันละหลายๆ มื้อ อาจจะให้ได้วันละ 3-4 ครั้งต่อวัน โดยเน้นอาหารที่มีสารอาหารเข้มข้นโปรตีนสูง ให้อาหารแม่สุนัขได้มากเท่าที่สุนัขต้องการ โดยไม่ต้องห่วงว่าแม่สุนัขจะกินมากเกินไป เตรียมนำ้ดืมที่สะอาดให้เพียงพอ ช่วงนี้แม่สุนัขจะดื่มนำ้มาก