วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

อเมริกัน ฟ็อกซ์ฮาวนด์ American Fox Hound



กลุ่มพันธุ์ฮาวนด์ อเมริกัน ฟอกซ์ ฮาวนด์Hound Group American Fox Hound

ขาของหมาพันธุ์นี้เรียวๆ กว่า และตัวเบากว่าอิงลิช ฟ็อกซ์ฮาวนด์ เดอ โซโต ได้นำฮาวนด์ตัวแรกเข้ามายังโลกใหม่เพื่อแกะรอยพวกอินเดียแดง ในปี1650 โรเบิร์ต บรุก ตั้งถิ่นฐานลงในแมรีแลนด์พร้อมด้วยฟ็อกซ์ฮาวนด์ทั้งฝูง ยอร์จ วอชิงตัน นำหมาพันธุ์อังกฤษมาเลี้ยงไว้เมื่อปี 1770 และได้รับของขวัญเป็นหมาล่ากวางพันธุ์ฝรั่งเศสที่มีหูยาวจาก นายพล ลาฟาเเย็ด เมื่อปี 1785 หมาสองพันธุ์ก็เลยผสมกัน และอาจเป็นบรรพสุนัขของอเมริกันฟอกซ์ฮาวนด์ในทุกวันนี้ ชาวแมรีแลนด์และชาวเวอร์จิเนียที่ขี่ม้าได้เก่งแต่ไม่ค่อยชอบแบบฉบับการล่าของอังกฤษยามเมื่อควบตามฝูงหมา พอนักล่าเห็นตัวเหยื่อ ก็มักแหกปากร้องลั่นไปทั้งท้องทุ่ง อาจเป็นต้นกำเนิดของเสียงร้อ
งโห่ยามเมื่อทหารฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ประจัญบานกันในยุคสงครามกลางเมืองนั้นเอง
นักควบอาชาที่กวดหมาจิ้งจอกไปตามทุ่งในฟิลาเดลเฟียที่เพิ่งตั้งเมืองใหม่ตลอดจนในไร่ของแมนฮัตตันตอนบน หรือการล่าหมาในบรุกลินนั้นเพิ่งมาสั่งห้ามกันเมื่อไม่ถึง100 ปีมานี้เอง
กีฬาดังกล่าวเป็นแบบฉบับของการล่าหมาจิ้งจอกในรูปแบบต่างๆ แล้วแต่ว่าจะเป็นภูมิภาคไหน ต่างก็มีชื่อของผู้เพาะเลี้ยงรายฉมังๆ ไว้เช่น มอบิน วอล์กเกอร์ ทริกก์ เบิร์ดซอง และอื่นๆ ต่างพวกต่างก็เหมาะกับวิธีล่านั้นๆ
หมาจิ้งจอกในอเมริกานั้นหายากกว่าในอังกฤษ และกลิ่นหมาจิ้งจอกในดงทึบและภูมิประเทศที่เป็นขุนเขาก็ตามยาก ฉะนั้น อเมริกันฟ็อกซ์ฮาวนด์จึงต้องอาศัยจมูกที่ไวและแม่นเป็นพิเศษ หมาที่แกะรอยติด จะตามหมาจิ้งจอกที่ว่องไวรวดเร็วไปไม่ลดละ ฝ่าพื้นภูมิประเทศที่ทุรกันดารไม่ท้อถอย มีฝีเท้าที่เร็วสุดยากที่นักอาชาจะตามทัน นักล่าจะตามได้ถูกก็เพราะเสียงเห่าหอนของมันไปตลอดทาง หมาพันธุ์ฝรั่งเศสของ ยอร์จ วอชิงตันนั้น กล่าวกันว่าร้องเพราะมีกังวานประดุจ "เสียงระฆังในกรุงมอสโก"
ยามคำ่คืน หมาพวกนี้จะตามกลิ่นหมาจิ้งจอกไปจนกระทั่งหมาจิ้งจอกมุดเข้ารูเข้าโพรง มันจะเฝ้าอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเจ้าของเป่าปากเรียกนั้นแหละ มันจึงจะวิงกลับมาไกลเป็นไมล์ๆ เพื่อกลับบ้าน ซ่ึงนับว่าเก่งไม่น้อยที่จับทิศทางกลับบ้านได้แม่น อเมริกันฟ็อกซ์ฮาวนด์นั้น หูยาวและตาโศก มีเสียงหอนที่เพราะ
สูงเพียงไหล่ 21-25 นิ้ว นำ้หนักประมาณ 70 ปอนด์

วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

กลุ่มพันธุ์ฮาวนด์Hound Group อิงลิชฟ็อกซ์ฮาวนด์English Foxhound



อิงลิชฟ็อกซ์ฮาวนด์ English Foxhound

ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของทีมหมาล่าจิ้งจอก ชีวิตอันเริงรื่นชื่นใจก็ตอนที่แห่ข้ามทุ่งในอังกฤษกันเป็นฝูงๆ นั่นแหละ เรื่องการล่าหมาจิ้งจอกของพันธุ์นี้ เป็นกิจกรรมมาตั้งแต่ยุคกษัตริย์ในสมัยกลาง โดยเจริญรอยตามอย่างหมาล่ากวางป่าที่ตัวใหญ่กว่าและถือว่าเป็นบรรพสุนัขของมัน
ยุคที่โอลิเวอร์ ครอมเวล ครองอำนาจอยู่นั้นเขาได้ล้างป่า ล่ากวางเสียหลายแห่ง แล้วก็บังคับให้พวกนักล่ากวางหันไปล่าหมาจิ้งจอกแทน ในศตวรรษที่ 18 ดยุคแห่ง
โบฟอร์ด ซึ่งกำลังกลับจากการล่ากวาง เกิดปล่อยหมาให้ตามกลิ่นหมาจิ้งจอกไป ดยุคก็เลยต้องห้อม้าตามฝูงหมาข้ามทุ่งข้ามท่าไปลิบลับ อันเป็นเหตุให้เกิดความคึกคักสนุกสนานเป็นอย่างยิ่ง การล่าหมาจิ้งจอกก็ลยเป็นที่นิยมของชนชั้นสูงจนถึงชนชั้นกลางและชนชั้นล่าง
คำขวัญของกีฬาล่าหมาจิ้งจอกมีอยู่ว่า"จะเลือกเอาหมาจิ้งจอกที่ตายหรือจะเอาคอตนเองหัก"อันเป็นการกระตุ้นสปิริตของบรรดาทหารและนักการทูตของอังกฤษทั้งหลาย จนกลายเป็นที่ลือเลื่องไปทั้งในวรรณกรรมและจิตรกรรมที่แสดงไว้เป็นลายลักษณ์อักษรและรูปภาพที่แสดงว่า"การล่านี้เป็นกีฬาของพระราชา"ดังที่นาย ยอร็อกส์ ได้พรรณาไว้ว่า"ได้รับรสแห่งความตื่นเต้นประหนึ่งทำการสัปยุทธ์โดยไม่บาดหมางใจและเสี่ยงภัยแค่ 25เปอร์เซ็นต์เท่านั้น"
การเพาะพันธุ์และเลี้ยงอย่างระมัดระวังได้ทำให้อิงลิชฟ็อกซ์ฮาวนด์ ทำงานได้เหมาะสมอย่างยิ่งกับสายพันธุ์เกรย์ฮาวนด์ ได้ทำให้ขาของมันยาว ตรง วิ่งเร็ว และมีความอดทนสูง ฝูงที่ดีๆ และเก่งๆ อาจจะนำฝูงม้าของนักล่าข้ามทุ่งไปได้ไกลๆ ถึง 75 ไมล์ อกเป็นรูปสีเหลี่ยมและตีนนุ่มเหมือนแมว ขนาดและฝีตีนของมันนั้นแตกต่างกันไป แล้วแต่ว่าภูมิประเทศอย่างไหนตั้งแต่ที่เป็นลูกเนินไปจนถึงที่เป็นเขา หรือชันดิกอย่างในไอร์แลนด์ แต่ก็ไม่เร็วไม่ช้ากว่ากันมากนัก
สีแบล็กแอนด์แทนคือดำนำ้ตาลนั้น แต้มตามตัวมันทับสีพื้นที่ขาวมากบ้างน้อยบ้าง นักเพาะหมาบางรายก็ต้ังใจจะให้มีสีสมำ่เสมอเหมือนกันหมดทั้งฝูง และต่างก็เลือกเอาตัวที่เห่าหอนได้เสนาะโสต
การล่าหมาจิ้งจอกเป็นกีฬาที่ติดตามชาวอังกฤษไปทุกแห่งหนในโลก ท่านลอร์ดแฟร์แฟ็กซ์ได้นำเอาหมาฮาวนด์
ของอังกฤษมาที่รัฐเวอร์จิเนียเมื่อปี 1738 และฝูงหมาล่าพันธุ์นี้ก็ยังมีหอนเห่าอยู่ตามท้องทุ่งในออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์อยู่ตราบเท่าทุกวันนี้ หมาฮาวนด์ที่ขลิบหูและมีหัวชูตรงตามแบบฉบับของหมาอังกฤษก็ยังอยู่ในทุ่งหญ้าแคนาดาตามกลิ่นหมาจ้ิงจอกที่คนหลอกเอาขี้ม้าโรยไว้เพื่อล่อหมา
สูงเพียงไหล่ 23-25 นิ้ว นำ้หนักประมาณ 85 ปอนด์

วันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

กลุ่มพันธุ์ฮาวนด์ Hound Group บาสเซ็ตฮาวนด์ Basset hound

บาสเซ็ตฮาวนด์ BassetHound

หมาบาสเซ็ตสืบเชื้อสายมาจากหมาฮาวนด์พันธุ์แซงต์ฮูแบรต์ซึ่งใช้แกะรอยจนพบสัตว์แล้วตะเพิดออกมาจากที่ซุ่มซ่อน เนื่องจากเพาะพันธุ์กันมา
โดยฝีมือพวกพราน หมาตวลำ่ม่อต้อย่อมๆนี้เองจึงสามารถแกะรอยกวาง หมาป่า หมูป่าในป่าภาคเหนือยุโรป จนถึงขั้นตามหมาจิ้งจอกและ เกมอื่นๆ ได้
พรานฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 16 มักจะใช้บาสเซ็ตตามกลิ่นตัวเบ็ดเยอร์ ซึ่งเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งขนาดเท่าหมาจิ้งจอก ตีนมีเล็บอย่างหมี และขุดโพรงอาศัยอยู่
ในดิน ต้องใช้บาสเซ็ตที่ฝึกไว้ดีแล้วอย่างน้อย 12 ตัว โดยแต่ละตัวต้องมีปลอกคอหนาสามนิ้วมีกระพรวนผูก แล้วก็คอยฟังขณะที่หมามันเห่าตอนที่ตามเหยื่อลงไปในโพรงใต้ดิน แล้วคนตั้งสิบคนซึ่งมีพลั่ว มีเสียมก็คอยขุดตามไปเพื่อเอาเหยื่อนั้นขึ้นมา
หลายศตวรรษที่บาสเซ็ตฮาวนด์หลายจำพวกเวียนไปวนมาอยู่ในฝรั่งเศส แล้วก็วิวัฒนาการไปจนกระทั้งกลายมาเป็นขนเรียบเส้นหยาบๆ ขาตรงบ้าง ขาคดๆบ้างก็มี แม้ในภาคพื้นยุโรปจะรู้จักหมาบาสเซ็ตมาช้านาน ชาวอังกฤษน้อยคนนักจะได้เคยเห็นก่อนปี 1863 คราวที่มีการโชว์หมาครั้งแรกในกรุงปารีส แล้วเข้ามาอวดตัวในอังกฤษอีก 12 ปีต่อมา พันธุ์นี้ก็เกิดเป็นที่ถูกใจ บรรดาเจ้านายอังกฤษต่างก็หลงใหลใฝ่ฝัน ทั้งพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 และพระราชินีอเล็กซานดราก็ทรงโปรดด้วยกันทั้งนั้น
พันธุ์สายเลือดที่เห็นกันบ่อยๆ ในสหรัฐนั้นเรียกว่า Le Couteulx ตามชื่อของนักเพาะหมาชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 19 มักจะมีสีอย่างฟ็อกซ์ฮาวนด์ต้ังแต่หูที่ตูบห้อยย้อยลงมา ยังกะผ้าม่านกำมะหยี่อันนุ่มนิ่ม ไปจนถึงหาง
ที่ชูตั้งแล้ว ขาสั้นลำ่ม่อต้อสูงกว่าดินไม่กี่นิ้ว แต่ก็ใช่จะเป็นโทษหากแต่กลับเป็นคุณเพราะจมูกอันไวนั้นเองจะอยู่เกือบชิดดิน ช่วงก้าวที่สั้นนี่เองที่พรานพอจะเดินตามได้ทัน ยามที่มันจับกลิ่นสัตว์ได้ นักกีฬาในสหรัฐใช้ล่าหมาจิ้งจอก แร็กคูน โอพอซซัม และกระรอก แต่ที่นับว่าเด่นในคุณภาพของบาสเซ็ตก็คือการไล่ไก่ฟ้าและกระต่ายออกจากที่ซ่อน การเยื้องย่างอย่างไม่รีบร้อนแต่ละเอียดลออในทุ่ง ทำให้สัตว์ไม่แตกตื่น เป็นหมาที่ฝึกได้ง่ายและฝึกให้เก็บนกก็ได้ นิยมเลี้ยงกันเป็นหมาบ้านในสหรัฐ ใครเห็นตาโศกของมันเข้าแล้ว ทนอยู่ไหวหรือที่จะไม่รักมันได้
สูงเพียงไหล่ 11-15 นิ้ว นำ้หนัก 25-40 ปอนด์

วันอังคารที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

กลุ่มพันธุ์ฮาวนด์ บลัดฮาวนด์ Bloodhound


บลัดฮาวนด์ Bloodhound

พันธุ์นี้จัดว่าเป็นชั้นเซียนในหมู่หมาที่ล่าโดยอาศัยกลิ่น เป็นหมาที่มีสีหน้าวางเฉยที่สุดและมีจมูกไวที่สุดของโลกทีเดียว ระบบประสาทการดมกลิ่นอันลำ่เลิศประกอบด้วยปณิธานอันแน่วแน่ ลือเลื่องกันมาแล้วตั้งแต่สมัยโรมันเรืองอำนาจ แต่สายเลือดบลัดฮาวนด์เท่าที่รู้กันมานั้นเริ่มขึ้นเมื่อศตววษที่ 8 จากหมาฮาวนด์พันธุ์แบล็ก แอนด์ แทนคือดำตัดนำ้ตาลที่เรียกกันว่า
แซงต์ฮูแบรต์ ที่เขาเคยใช้ล่าเนื้อกันในป่าอาร์เดนส์ กับอีกพันธุ์หนึ่งที่เรียกกันว่า ทัลโบต์ฮาวนด์ บรรดาเจ้าผู้ครองถิ่นนอร์มันได้นำเอาบลัดฮาวนด์ต้นตระกูลข้ามช่องแคบมาสู่อังกฤษ และในศตวรรษต่อๆ มา ตอนที่วัดอารามทุกแห่งต่างก็มีคอกเลี้ยงหมาของตนไว้นั้น พระชั้นราชาคณะก็นิยมเลี้ยงกัน ต่างก็รักษาเลือดพันธุ์บริสุทธิ์ไว้ จึงได้ชื่อว่า "บลัดฮาวนด์" ซึ่งหมายถึงหมาที่มีสายเลือดบริสุทธิ์แท้
ดร.โยฮัน ไคอุส ผู้รอบรู้ในเรื่องยุคสมัยอลิซาเบท ได้อธิบายไว้ว่าหมา
พันธุ์นี้โดยปกติก็เรียกกันว่า "Bloundhounde"หรือ"Sanguinarius"เพราะความสามารถในเชิงตามรอยกลิ่นเลือดสัตว์ที่บาดเจ็บจากการล่า แม้แต่ตอนที่เกิดโจรลักวัวกันชุกชุมในเขตพรมแดนระหว่างอังกฤษกับสก็อตแลนด์ก็สามารถตามรอยคน(โจร)ได้ไม่ผิดพลาด ในกาลต่อมาหมาบลัดฮาวนด์ ก็แกะรอยตามพวกลักฆ่ากวาง ในเขตวนอุทยานขนาดใหญ่หรือเขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่าในอังกฤษ
แม้อังกฤษจะเป็นผู้คัดผู้เพาะพันธุ์นี้ขึ้นมา หมาพันธุ์นี้ก็มีชื่อเสียงสูงสุดและยังรักษาชื่อนั้นอยู่อย่างไม่มีด่างพร้อยในสหรัฐ บางคนรังเกียจหมาพันธุ์นี้แล้วก็วาดภาพให้เห็นความดุร้ายของมันในการเข้าฟัดทาสที่หลบหนีเจ้านาย ซึงความจริงแล้ว หมาบลัดฮาวนด์เลือดบริสุทธิ์นั้นเป็นหมาที่อ่อนโยนที่สุด มักจะขี้อายมากกว่าดุร้าย หมานี้เองที่แกะรอยตามนักโทษที่หลบหนีและสูดดมกลิ่นแก๊สที่รั่วออกจากท่อใต้ดิน แต่หน้าที่หลักของพันธุ์นี้คือ ตามกลิ่นคนเพื่อหาผู้ที่หลงทางหรือผู้ที่กำลังหลบหนี สามารถจับกลิ่นเหงื่อไคลของมนุษย์ที่เอาละลายในนำ้ให้เจือจางถึงหนึ่งในล้านได้ สามารถแกะรอยตามดินชื้น ลมพัดอ่อนอุณหภูมิพอเหมาะ หมาบลัดฮาวนด์จะแกะรอยใหม่ๆ โดยเงยหน้าเสมออก จับกลิ่นเอาในอาศ หากเป็นรอยที่จางกลิ่นเต็มที่แล้วก็จะเอาจมูกและริมฝีปากลงชิดดิน
หัวอันใหญ่โตวัดได้ความยาวกว่า 12 นิ้ว จากปลายจมูกถึงจุดบนกลางหัว(ระหว่างโคนหูที่ชิดกัน) หูที่แลดูยังกับผวยผ้าเมื่อจับกางออกทั้งสองข้างวัดได้ประมาณ 30 นิ้ว หนังที่ย่นยู่ยี่ตามหัวและคอก็ยิ่งย่นหนักเมื่อเวลามันก้มลงดมตามดิน เน้ือตัวที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามนั้นเป็นสีดำและสีแทน หรือแดงและแทน หรือนำ้ตาลปนเหลือง หมาบลัดฮาวนด์รักคนเป็นอย่างยิ่งและประสาทไวยิ่งนัก ชอบอยู่กับคน เมื่อคนแสดงความรักเอ็นดูหรือดุด่าวากล่าวมัน ซึ่งมันจะสำนึกในทันที
สูงเพียงไหล่ 23-27 นิ้ว นำหนัก 80-110 ปอนด์

วันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2553

การดูแลสุนัขก่อนและหลังการคลอด


การดูแลสุนัขก่อนและหลังการคลอด

ครวจัดสถานที่ไว้ให้แม่สุนัขคลอดโดยต้องไม่อยู่ในที่โล่งแจ้ง ครวหามุมเงียบสงบพ้นจาก
สายตาของสัตว์เลี้ยงตัวอื่น เมื่อได้สถานที่แล้วสุนัขจะนอนลงไม่ไปไหน ไม่
ยอมกินอะไรในช่วงนี้ ใช้ปรอทวัดอุณหภูมิสุนัข(อุณหภูมิปกติอยู่ที่ประมาณ 100.5 F) ถ้าอุณหภูมิลดตำ่ลงกว่า 99.5 F แสดงว่าจะคลอดภายใน 24 ชั่วโมง (ครววัดอุณหภูมิต้ังแต่ท้องประมาณ 55 วัน)การที่อุณหภูมิลดลงเป็นเพราะว่าร่างกายสุนัขจะหลั่งสารออกมาระงับอาการเจ็บปวดก่อนคลอด ซึ่งส่งผลให้อุณหภูมิตำ่ลง ถ้าไม่ใช้การวัดอุณหภูมิให้สังเกต
เต้านมของแม่สุนัขจะมีการบวมคัดเมื่อบีบจะมีนำ้นมไหลออกมา สุนัขจะหายใจแรงกระสับ
กระส่ายแสดงอาการเบ่งลูก
ข้อครวระวัง เมื่อแม่สุนัขแสดงอาการเบ่งลูกแล้วไม่ยอมออกเป็นเวลานานเกิน 6 ชั่วโมง
แสดงว่ามดลูกไม่มีแรงบีบตัว ให้พาแม่สุนัขไปพบสัตว์แพทย์เพือทำคลอดทันที หาก
ปล่อยทิ้งไว้แม่สุนัขอาจเสียชีวิตได้ กรณีนี้ครวเคลื่อนย้ายแม่สุนัขด้วยความระมัดระวัง
ขั้นตอนในการคลอด
แม่สุนัขกำลังจะคลอดลูกจะมีอาการกระสับกระส่าย หายใจแรงเป็นช่วงๆ และจะมีนำ้นมไหลออกมา มดลูกบีบตัวเป็นจังหวะ มีนำ้เมือก

ละลายออกมา มีการคลายและขยายของปากมดลูก พฤติกรรมเปลี่ยน เช่น ขุดพื้น ไปซุกตัวตามมุมมืดๆ ช่วงเตรียมคลอดประมาณ 1-36 ชั่วโมง แม่สุนัขคลอดจริง มีการฉีกขาดของรกของลูกตัวแรก ถุงนำ้ครำ่ที่ห่อตัว
ลูกสุนัขอยู่แตก แล้วถุงที่หุ้มตัวลูกสุนัขจะออกตามมาภายใน 30 นาที ไม่ครวเกิน 2 ชั่วโมงหลังจากถุงนำ้ครำ่แตก หากไม่มีลูกสุนัขออกมาให้พาแม่สุนัขพบสัตว์แพทย์ทันที แสดงว่ามีปัญหาในการคลอด ตัวลูกอาจจะอยู่ในแนวขวาง หรือตัวลูกใหญ่เกิน ถ้าพาไปผ่าไม่ทันจะทำให้ลูกในท้องตายทั้งหมดได้กรณีช่วยทำคลอด หลังจากลูกสุนัขคลอดออกมา ให้ใช้มือคอยๆดึงถุงลูกสุนัขออกมาตามทางของช่องคลอด ประคองถุงตัวลูกสุนัขไว้แล้วค่อยๆ ดึงเพื่อให้รกออกมาด้วย (จับตรงสายระหว่างถุงกับรกแล้วค่อยดึง)เพื่อรกจะได้ไม่ค้างอยู่ในมดลูก จากนั้นฉีกถุงหุ้มตัวลูกสุนัขออก มัดสายสะดือห่างจากท้องประมาณ 1 นิ้ว ตัดสายสะดือ ทาเบทาดีน ดูดเมือกในปากและจมูกลูกสุนัขออก ใช้ผ้าเช็ดถูย้อนขนลูกสุนัขเพื่อกระตุ้นการหายใจ สามารถใช้นำอุ่นหรือแอลกอฮอล์ เช็ดตัวลูกสุนัขเพื่อป้องกันการเกิดผิวหนังอักเสบอันเนื่องมาจากคราบสกปรกที่เกิดจากการคลอดซึ่งเราเช็ดไม่หมด จับลูกสุนัขให้ดูดนมแม่กระตุ้นด้วยการบีบให้นำ้นมไหลแล้วจับปากลูกสุนัขให้งับแล้วดูว่าลูกสุนัขสามารถดูดนมได้ และลูกตัวอื่นๆ ให้ครบทุกตัว
นำ้นมแม่สุนัขสำคัญอย่างไร
ลูกสุนัขแรกคลอดมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องได้รับนำ้นมจากแม่สุนัข โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 24-72 ชั่วโมงแรกซึ่งจะเป็น"นมนำ้เหลือง"(Colostrum) โดยที่เราจะสังเกตได้ว่านมนำ้เหลืองนั้นจะมีสีค่อนข้างเหลืองและข้นในขณะที่นมปกตินั้นจะเป็นสีขาวใส เหตุที่นมนำ้เหลืองมีความสำคัญสำหรับลูกสุนัขมากก็เนืองมาจากภูมิคุ้มกันโรคต่างๆที่สร้างจากตัวแม่สุนัขจะสามารถถ่ายทอดมายังลูกสุนัขได้โดยอาสัยการผ่านทางนำ้นมเหลืองนี้ถึง 80% และส่วนที่เหลือของภูมิคุ้มกันเพียง 20% ได้ผ่านจากแม่มาสู่ลูกสุนัขแล้วในช่วงที่แม่สุนัขตั้งท้อง เมื่ิอพ้น 3 วันแรกภายหลังการคลอดไปแล้ว นมนำ้เหลืองก็จะค่อยๆหมดไป แม่สุนัขก็จะเริ่มสร้างนำ้นมปกติออกมา โดยภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากนมนำ้เหลืองนี้ก็จะสามารถช่วยทำให้ลูกสุนัขได้รับภูมิคุ้มกันโรคจากแม่สุนัขและสามารถนำมาใช้กับตัวลูกสุนัขเองได้เลย ซึ่งภูมิคุ้มกันแบบนี้จะเรียกว่า ภูมิคุ้มกันแบบรับมาPassive Immunnity

วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2553

การตกไข่ของสุนัขตัวเมีย

การตกไข่ของสุนัขตัวเมีย
ถ้าอยากทราบวันที่สุนัขตกไข่และพร้อมผสมต้องพาสุนัขไปพบสัตว์แพทย์ เพื่อทำการตรวจว่าสุนัขของเราพร้อมที่จะผสมได้เมื่อไหร่ หรืออีกวิธีง่ายๆ และตามธรรมชาติคือ ถ้าเรามี
สุนัขตัวผู้อยู่ในบ้านด้วยเราจะสังเกตได้ว่า ถ้าตัวเมียให้ตัวผู้ขึ้นนั้น
หมายความว่า ตกไข่แล้ว
ถ้าไม่ได้ให้เขาผสมกันเอง ก็ควรจะแยกเขาออกจากกัน วันต่อมาก็สามารถพาไปผสมกับสุนัขที่เราต้องการได้เลย ระยะเวลาที่ตัวเมียพร้อมให้ผสม จะนับจากวันที่เขามีประจำเดือน
ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันที่ 10 หรือภายในวันที่ 10-14 ของการมีประจำเดือน ไม่ควรให้ผ่านพ้น
หรือใช้วิธีธรรมชาติโดยให้สุนัขตัวผู้เป็นตัวบอกเราได้เหมือนกัน
การตั้งท้อง
ภายหลังการผสมพันธุ์แล้ว แม่สุนัขตั้งท้องประมาณ 60 วัน จะมีนำ้หนักตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดในช่วง 4 สัปดาห์สุดท้ายของการตั้งท้อง เพราะลูกมีการเจริญเติบโต ไม่ควรให้อาหารใน
ปริมาณที่มากจนเกินไปในขณะที่ตั้งท้องอ่อนๆ จะทำให้แม่สุนัขอ้วน และมีไขมันมากเกิน
ความจำเป็น(ควรเริ่มบำรุงในช่วง 45 วันของการตั้งท้อง)เพราะอาจจะเกิดปัญหาทำให้คลอดยาก ในช่วงนี้ไม่ควรออกกำลังกาย
อาหารที่ให้ครวมีโปรตีนสูงและเพิ่มปริมาณมากขึ้น 20% จากที่เคยให้ เมื่อสุนัขท้องมดลูกจะขยายตัวออกเต็มท้องกระเพาะอาหารสุนัขจะขยายตัวได้ไม่เท่าปกติ ดังนั้น ให้อาหารแม่สุนัขในแต่ละวันโดยแบ่งออกเป็นหลายๆ มื้อ เมื่อลูกๆ ของสุนัขคลอดออกมาแล้ว
อยู่ในระหว่างการดูแลของแม่สุนัข แม่สุนัขจะต้องกินอาหารมากกว่าปกติถึง 50% ความต้องการสารอาหารและพลังงานจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก แม่สุนัขต้องการกินอาหารเพิ่มขึ้นในปริมาณ 3-5 เท่าของอาหารที่กินปกติ เพื่อให้มั่นใจว่าแม่สุนัขจะสามารถผลิตนำ้นมให้ได้มากเพียงพอกับความต้องการของลูกๆ และยังคงมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงอยู่นั้นเอง ในช่วงการให้นมซึ่งอยู่ประมาณ 3-4 สัปดาห์ แม่สุนัขจะมีนำ้หนักลดลงประมาณ 4-7% ต่อวัน จากการผลิตนำ้นม ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้อาหารแม่สุนัขวันละหลายๆ มื้อ อาจจะให้ได้วันละ 3-4 ครั้งต่อวัน โดยเน้นอาหารที่มีสารอาหารเข้มข้นโปรตีนสูง ให้อาหารแม่สุนัขได้มากเท่าที่สุนัขต้องการ โดยไม่ต้องห่วงว่าแม่สุนัขจะกินมากเกินไป เตรียมนำ้ดืมที่สะอาดให้เพียงพอ ช่วงนี้แม่สุนัขจะดื่มนำ้มาก

วันอังคารที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2553

หลัักในการผสมพันธุ์สุนัข

หลักในการผสมพันธุ์สุนัข
การผสมพันธุ์สุนัขครวเลือกผสมสุนัขที่เป็นพันธุ์แท้ มีลักษณะตาม
ข้อกำหนดสายพันธุ์ และที่สำคัญคือพันธ์ุเดียวกัน โดยศึกษาลักษณะเด่นและ
ด้อยของทั้งพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ให้ดีเสียก่อน เพราะลูกสุนัขจะพัฒนาและ
นำรูปร่าง ลักษณะและนิสัยที่ดีและเสียมาจากทั้งพ่อและแม่ สิ่งที่ครวคำนึงในการผสมพันธุ์ก็คือ ไม่ควร
ผสมพันธุ์ระหว่างสุนัขที่มาจากสายเลือดเดียวกันหรือใกล้ชิด เช่น แม่กับลูก หรือระหว่างพี่น้องด้วยกัน การทำเช่นนั้นอาจก่อให้เกิดความพิการ และโรคต่างๆ

การเลือกพ่อพันธุ์
ควรเลือกพ่อพันธุ์ที่มีลักษณะดีถูกต้องตามลักษณะสายพันธุ์ โครงสร้างใหญ่ นิสัยไม่ก้าวร้าว เชื่อฟังคำสั่ง โอกาสที่ลูกสุนัขตัวนั้นจะเติบโตเป็นสุนัขที่สวยงามสมบูรณ์ก็เป็นไปได้มาก ได้ลูกสุนัขจากพ่อแม่ที่เป็นเกรด
ระดับประกวด ถ้าเป็นแชมป์ได้ยิ่งดีมาก โอกาศที่ลูกสุนัขจะโตแล้วสวย เป็นสุนัขระดับประกวด ถูกต้องตามสายพันธุ์ เพราะลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น ข้อควรระวัง เมื่อสุนัขตัวผู้มีอายุได้ประมาณ 6-8 เดือน จะเริ่มมีอาการกระตือรือร้นทางเพศ และสามารถผสมพันธุ์ได้ แต่จะไม่ดี ถือว่ายังเด็กเกินไป หากแต่การผสมบ่อยครั้ง ในขณะมีอายุน้อยเช่นนี้ อาจมีผลให้สุนัขมีร่างกายทรุดโทรมและเจริญเติบโตช้า เวลาที่ดีที่สุดคือ เมื่อสุนัขมีอายุอย่างน้อยตั้งแต่ 1 ปี 5 เดือน
ขึ้นไป เนื่องจากสุนัขมีการเจริญเติบโตเต็มที่

การเลือกแม่พันธุ์
ควรเลือกแม่พันธ์์ุที่มีลักษณะดีถูกต้องตามลักษณะสายพันธุ์ โครงสร้างใหญ่สมส่วน นิสัยไม่ก้าวร้าว เชื่อฟังคำสั่ง ให้ลูกออกมาสวยสุนัขตัวเมียเมื่อมีอายุได้ 9-10 เดือน จะเริ่มมีประจำเดือนเป็นครั้งแรก แต่ในการผสม
พันธุ์ที่ถูกต้องควรรอให้สุนัขมีประจำดือนครั้งที่ 2 เสียก่อน โดยปกติสุนัขตัวเมียจะมีประจำเดือนทุกๆ 6 เดือน หรือปีละ 2 ครั้งนั้นเอง ในแต่ละครั้งจะเป็นระยะเวลา 18-21 วัน โดยวันที่ 10-14 จะเป็นวันที่เหมาะสมในการผสมพันธุ์มากที่สุด การผสมพันธุ์แต่ละครั้งจะทำให้ทั้งตัวผู้และตัวเมียมีร่างกายอ่อนแอ และอาจทำให้ตัวเมียแก่เร็วและมีสุขภาพไม่แข็งแรงเท่าที่ควร การนำสุนัขไปผสมพันธุ์นอกบ้านควรนำสุนัขไปทำความรู้จักและคุ้นเคยกับสถานที่และสุนัขอีกฝ่ายเสียก่อน โดยปกติการผสมจะทำ 2 ครั้งโดยห่างกัน 24 ชม. เพื่อที่จะได้ผลที่แน่นอน