วันศุกร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ขายลูกสปิตซ์ผสมปอมขาว ขายสุนัขไฮบริดHybrid Dogs สุนัขดีไซน์เนอร์Desingner Dog
แม่เป็นสปิตซ์แท้ พ่อเป็นปอมขาวแท้ เกิด 20 พ.ย. 56 เพศเมีย 3 ตัว (ในภาพ อายุ 34วัน ถ่าย ณ วันที่ 24 ธ.ค.56)
เกิด 20 พ.ย.56

เพศเมีย นำ้หนัก 700 g

เพศเมีย นำ้หนัก 750 g

เพศเมีย นำ้หนัก 800 g

ขาย สปิตซ์ผสมปอมขาว หล่อขั้นเทพ สวยเหนือชั้น และ มีลูกสปิตซ์แท้ หล่อขั้นเทพ สวยเหนือชั้น ขาย
สนใจจองด่วน 086-875-9694                                                                  
#ลูกสุนัขถูกฝึกให้ "ขับถ่าย หนัก เบา " บนกระดาษหนังสือพิมพ์ หากต้องการให้ น้องหมา "วางทุ่น" ตรงไหน โปรดปูกระดาษหนังสือพิมพ์ ใว้
#โปรดแช่ อาหารเม็ดให้นิ่ม(ด้วยนำ้ต้มสุก) ก่อนให้หนูทาน
#หากอยากให้หนูกินนม ขอเป็น นมแพะ นมแกะ
#กรุณานำหนูไป กระตุ้นซำ้วัคซีน ตรงวันตามนัดด้วยค่ะ
#สนใจดูรูป และรายละเอียดเพิ่มเติม _facebook__ad   Poomjai Udomthanatheera 


 

วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

กลุ่มพันธุ์ฮาวนด์ Hound Group บาเซนจิ Basenji

            เป็นหมาที่ไม่เห่าเยี่ยงหมา และทำความสอาดตัวมันเองเหมือนแมว เป็นพันธุ์โบราณที่สุดพันธุ์หนึ่ง ตามรูปแกะสลักของชาวอียิปต์เมื่อ 5,000 ปี แสดงให้เห็นพันธุ์นี้ หูตั้ง หางขมวด ในตอนนั้นก็เป็นหมาคู่ใจของ ผู้ดีชาวอียิปต์ และแล้วก็สาปสูญไป มาโผล่อีกทีเมื่อปลายศตวรรษที่ 19 โดยพวกสำรวจในแคว้นคองโก

             ในช่วงที่หายสาปสูญไปจากความรู้จักของคนอื่นนั้น หมาพันธุ์นี้ก็ได้ช่วยไล่ต้อนสัตว์ให้นายที่เป็นหัวหน้าเผ่า ที่มักจะแขวนกระดิ่งที่ทำจาก กระโหลกนำ้เต้า ใว้ที่คอ เพื่อให้สัตว์ที่ซ่อนอยู่ในรกในพงแตกตื่นออกมา ชอบกระโดดโหยงๆ และสูงๆ ให้พ้นกอหญ้ากอพงเพือให้เห็น ทางไปข้างหน้า

              มีคนนำหมาพันธุ์นี้เข้าไปเลี้ยงในสหรัฐ และอังกฤษ ในทศวรรษที่ 1930 เป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว ตัวก็มีขนาด ฟ็อกซ์เทอเรียร์ ลีลาท่าทางเหมือนเก้งกวางตัวย่อมๆ ขนเป็นเงามีทั้งสี ทองแดง ดำ แบ็ลกแอนด์แทน

             ชอบเลียขนที่สั้นเกรียนของมันให้สะอาดปราศจากกลิ่นอยู่เป็นประจำ เป็นหมาที่น่าเลี้ยงเล่นเพราะรักนาย ขี้เล่น และมักจะเงียบ ซึ่งเหมาะสำหรับเลี้ยงในเมืองหรือชานเมือง
           
สูงเพียงไหล่   16-17  นิ้ว    นำ้หนัก   22-24   ปอนด์


ที่มา : สัตว์เลี้ยงแสนรัก โดย จำเนียร เหมะรัต




วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

กลุ่มพันธุ์ฮาวนด์ Hound Group โรดีเซียน ริดจ์แบก Rhodesian Ridgeback
           เป็น หมาหลังอาน ในเมืองไทย มีเยอะที่จังหวัดพิษณุโลก และฝั่งทะเลทางอ่าวไทยตะวันออก หมาหลังอานที่ตำบลบางแก้ว พิษณุโลกนั้น กล่าวกันว่าฉลาดเป็นอย่างยิ่ง ทางทหาร ตำรวจ ตชด.ได้ทดลองนำมาเลี้ยงให้เป็นสุนัขสนับสนุนในการรบ ก็ปรากฎว่ามีปฎิภาณไหวพริบอย่างยอดเยี่ยม ไม่แพ้พันธุ์ใด 
           หมาหลังอานนั้นมักจะฉลาด ทั้งๆที่มันมีเลือดผสม สมาคมสุนัขพันธุ์อเมริกาเอง มายอมรับนับถือว่าเป็น สุนัขพันธุ์ใหม่เมื่อปี 1955  โดยถือว่าเป็นสุนัขพันธุ์บริสุทธิ์ ลำดับที่ 112 มามีชื่อ เพราะประวัติของพันธุ์นี้ในแอฟริกา ในท้องถิ่นกำเนิดของพันธุ์นี้มีความไม่ย่อท้อสามารถเอาชนะสิงโตให้จนมุมได้  จึงได้สมญาในถิ่นนั้นว่า " หมาล่าสิงห์แห่งอัฟริกา "
             ตอนที่พวกดัตช์ เยอรมัน ฮูยือโนต์(ฝรั่งเศสนับถือนิกายโปแตสแตนต์) มาตั้งรกรากถิ่นฐาน ขึ้นในอัฟริกา ในศตวรรษที่ 17 และ 18 ได้พาสุนัขพันธุ์ เกรดเดน บลัดฮาวนด์ และพันธุ์ยุโรปอื่นๆ ซึ่งมาผสมข้ามพันธุ์กัน กับพันธุ์ที่ พวกฮ็อตเต็นต็อต คือ คนท้องถิ่นเผ่านีกรอยด์ในแอฟริกาใต้ ใช้ล่าสัตว์ สุนัขพันธุ์แอฟริกา นั้นหลังอาน จึงเป็นต้นเรื่องของการเอาชื่อ มาเป็นชื่อพันธุ์
              ขนที่แบนราบและตั้งเป็นสันกลางหลัง เป็นสันตั้งแต่เอวจนถึงไหล่ และเส้นขนทวนกลับทาง ของขนเส้นอื่นซึ่งสั้นเกรียนและเป็นเงา
              เป็นหมาที่เหมาะเจาะกับวิถีดำเนินชีวิตในแอฟริกา ปราดเปรียวและองอาจ ทรหดแม้ในเรื่องกินอยู่ กลางวันร้อน กลางคืนหนาวก็ทนได้ อดนำ้ได้ถึง 24 ชั่วโมง เฝ้าไร่เฝ้านา ทีเปลี่ยวๆ ได้ และเป็นเพื่อนอย่างดีแก่สตรีและเด็ก
               ในปี 1877 มิชชันนารีผู้หนึ่งได้นำไปเลี้ยงที่เมืองโรดีเซีย พวกพรานล่าสัตว์ใหญ่ชอบใจนิยม ในความทรหด องอาจ ตลอดจนจมูกและตาอันฉับไวของมันนั้นเอง เกิดประโยชน์อย่างยิ่งแก่นักล่าสัตว์ที่ใช้มันเป็นฝูงแกะรอยสิงโต ซึ่งมันก็จะล้อมหน้าล้อมหลังจนกระทั้งนายซึ่งขี่ม้าตามมาทันสังหาร
                พวกนักเลี้ยงหมาใว้ดูเล่นในโรดีเซียก็ได้เพาะพันธุ์ให้เข้ามาตรฐานในปี 1922 และมาถึงสหรัฐในช่วงปี 1930 เป็นหมาเงียบๆและเรียบร้อย รับตัวเองเข้ากับชีวิตในเมืองหรือในชนบทก็ได้ ฝึกก็ง่าย ชอบเด็กและมักชอบประจบนาย
                สีของหลังอาน เป็นสีอ่อนเหมือนสีข้าวสาลี จางบ้างแก่บ้างซึ่งบางทีก็มีด่างบ้างตามเท้าและอก เป็นหมาหูตก ไม่ถึงขั้นตูบและมีหางยาวเรียว




                สูงเพียงไหล่   24-27    นิ้ว    นำ้หนัก  65-75    ปอนด์




ที่มา :  สัตว์เลี้ยงแสนรัก โดย จำเนียร เหมะรัต









วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

กลุ่มพันธุ์ฮาวนด์Hound Group นอร์วีเจียนเอ็ลก์ฮาวนด์Norwegian Elk-Hound




นอร์วีเจียน เอ็ลก์ฮาวนด์ Norwegian Elk-Hound


ตอนที่มนุษย์ยุคหินล่าสัตว์กันตามเขาที่รกชัฏไปด้วยป่าแถบสแกนดิเนเวียนั้น ก็มีหมานอร์วีเจียน เอ็ลก์ฮาวนด์ วิ่งเคียงข้างไปด้วยแล้ว พบซากของมันใน สตราตัม คือ หน่วยย่อยชั้นหิน อันเป็นชั้นหิน ทราย ดิน ที่กำเนิดขึ้นบนเปลือกโลก ซึ่งนับเวลาแล้วก็ถอยหลังไป 4,000 ถึง 5,000 ปี ก่อนคริสตกาล
นับแต่นั้นแล้วหมาพันธุ์นี้ได้เปลี่ยนแปลงไปเพียงเล็กน้อย รูปร่างแข็งแรงลำ่บึ๊ก อกกว้างและลึก หน้าสีนำ้ตาลกางและกว้าง ดูแล้วเหมือนเอาพันธุ์เช็พเพิร์ด มาอัดเข้าไปให้แน่นๆ ขนที่กระด้างและทึบก็เป็นสีเทาเงินและจางลงไปทางด้านใต้ท้องหางพวง นั้นเชิดกระดกขึ้นเป็นหางงอ
นับศตวรรษมาแล้วที่หมาเหล่านี้ล่าหมีให้แก่ชาวไวกิ้ง แกะรอยกวางเอ็ลก์ในยุโรป เวลาออกล่าหมานี้ตระเวณออกไปไกล จมูกก็สูดกลิ่นไปเรื่อยๆ ท่ามกลางอากาศเยือกเย็น ส่วนหูก็คอยฟังเสียงที่อาจจะแว่วมาจากที่ไกลไปด้วย พวกพรานอ้างว่าหมาพันธุ์นี้สามารถจับกลิ่น หรือมีญาณสำนึกรู้แหล่งเหยื่อของมันได้ แม้อยู่ห่างออกไปถึงสามไมล์ ซึ่งจะรู้ได้ก็ตอนที่มันร้องหงิงๆ ขึ้นมาทันที เป็นการเตือนนาย ให้รู้ว่ากวางเริ่มออกวิ่งแล้ว พอปล่อยมันออกไปมันก็พยายามจะวิ่งดักหน้า ตัดทางหนี กวางเอ็ลก์นั้นบางตัว วัดจากหัวถึงบั้นท้าย 11 ฟุต พอประจันหน้ากัน หมามันก็เต้นหน้าเต้นหลัง เข้าๆออกๆ คอยล่อกวางไว้ หากกวางพุ่งเข้าใส่ หมาก็คอยหลบฉาก แล้วก็ล่อให้กวางเข้าขวิดอีก ปากก็เห่าท้าทายยั่วกวางไม่ลดละ เพื่อถ่วงเวลารอให้นายมาถึง
ชาวสแกนดิเนเวียได้ใช้หมาพันธุ์นี้เทียมเลื่อนด้วยเหมือนกัน และใช้ได้เหมือนหมาลากเลื่อน หมาเลี้ยงแกะ และเฝ้ายาม คอยไล่สัตว์ประเภทกัดกวนสัตว์เลี้ยงจากไร่นา คอยเตือนเวลามีคนแปลกหน้ามา แล้วก็อารักขาผู้เป็นแขกไปจนถึงบ้าน
จนกระทั่งถึงปี 1880 หมาพันธุ์นี้จึงได้ละถิ่นฐานบนเทือกเขา มาโชว์ฟอร์มในฐานะหมาประจำปืน เป็นอ็อตเตอร์ฮาวนด์และหมาโชว์ในอังกฤษ เข้ามาในสหรัฐในชั้นแรกเป็นหมาเลี้ยงเล่นในบ้าน
เป็นหมาที่รักสะอาด มีความจงรักภักดีอย่างยิ่ง และวางใจได้ เลี้ยงลูกเก่ง

สูงเพียงไหล่ 18-20.5 นิ้ว นำ้หนัก 43-50 ปอนด์

วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554

กลุ่มพันธุ์ฮาวนด์Hound Group ดัชชุนด์ Dachshund



ดัชชุนด์ Dachshund


หมาพันธุ์นี้รูปร่างมาตรฐานต้องตัวยาว สามเท่าของความสูงเพียงไหล่จึงจัดว่าหล่อ เป็นหมาที่ถูกฝึกมาให้แกะรอยสัตว์ที่ขุดโพรงอยู่ในดินแล้วค่อยๆเบียดตัวลงไปลากมันออกมา ซึ่งหมาที่จะทำอย่างนี้ได้ ตัวต้องเตี้ย ขาแข็งแรง หนังก็ต้องหย่อนๆ จะได้ขยับเนื้อขยับตัวได้ในช่องแคบๆหรือคับๆ และต้องมีใจสู้อีกด้วยยามเมื่อเจอเข้ากับศัตรูในโพรง ที่มันจะสู้ เสียงเห่าของมันนั่นแหละที่บอกให้รู้ว่าครวจะขุดที่ตรงไหน
ในยุโรปสมันกลางหมาทีมีคุณสมบัติดังกล่าวเรียกกันว่า หมาแบ็ดเยอร์ เมื่อกาลเวลาล่วงไป หมาดัชชุนด์ของเยอรมันก็วิวัฒนาการไปผนวกเอาคุณสมบัติของหมาฮาวนด์กับหมาเทอเรียร์ไว้ด้วยกัน โดยมีจมูกไวแกะรอยเก่งของหมาฮาวนด์ มีหูยาว มีท่าทีอันน่ารัก และลักษณะของหมาเทอเรียร์คือ การพึ่งตนเอง จิตใจมั่นคง แกล้วกล้า มีหัวบางๆเรียวๆ หน้าอกที่ลึกเต็มไปด้วยมัดกล้าม ทำให้ขาหน้าที่สั้นของมันนั้นขุดดินเก่งเป็นอย่างยิ่ง
คนเยอรมันเรียก เท็กเกล ซึ่งหมายถึง เทกาล หมาที่สถิตอยู่บนอนุสาวรีย์ของพระเจ้าฟาโรห์ ก็เลยตั้งสมาคมหมาดัชชุนด์แห่งแรกขึ้นเรียกว่า เท็กเกลคลับ เมื่อปี 1888
นักเพาะเลี้ยงต่างก็เพาะพันธุ์ต่างๆ ขึ้นมาใหม่ให้มีขนเรียบบ้าง ขนหยิกบ้าง ขนยาวบ้าง พันธุ์ดั้งเดิมนั้นนำ้หนักตัวร่วม 35 ปอนด์ ก็ค่อยๆย่นย่อลง สำหรับดัชชุนด์ขนาดจิ๋วนั้นหนักไม่ถึง 8.8 ปอนด์ ตอนอายุ 1 ขวบ เป็นอัตรานำ้หนักที่จำแนกพิเศษในเยอรมัน
หมาดัชชุนด์ของยุโรปยังล่าตัวแบ็ดเยอร์อยู่บ้าง บางทีก็ล่ากระต่าย หมาจิ้งจอก กวาง โดยไม่ทำให้กวางตื่นเสียด้วย
ในสหรัฐนิยมเลี้ยงดัชชุนด์ไว้เป็นหมาเลี้ยงดูเล่นมานาน เมื่อปี 1958 หมานี้ มาเป็นอันดับสี่ของความนิยม โดยที่กลิ่นสะอาด เนื้อตัวก็สะอาด มีลัษณะเป็นมิตร และดูน่าขำ มักต้อนรับแขกผู้มาเยือนด้วยการเห่าทักทาย หากเป็นคนคุ้นเคยก็ชอบลงนอนกลิ้งหงายท้องให้เขาจ้ีเล่น เวลาออกตามชนบทมักจะวิ่งขนาบนายทีเดียว จะเถลไถลบ้างเมื่อได้กลิ่น จะไปไหนไปกันกับพวกเด็กๆและเวลาทีเขาหัวเราะเยาะมัน มันก็จะเห่าตอบบ้าง
สูงเพียงไหล่ 7-10 นิ้ว นำ้หนัก 12-22 ปอนด์

วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

กลุ่มพันธุ์ฮาวนด์Hound Group แบล็ก แอนด์ แทน คูณฮาวนด์ Black and Tan Coonhound




แบล็ก แอนด์ แทน คูณฮาวนด์ Black and Tan Coonhound





เป็นผู้เชี่ยวชาญในการล่า ยามคำ่คืนในป่าที่แสนมืด เป็นหมาแกะรอยหนึ่งในหลายพันธุ์ที่เพาะเลี้ยงกันขึ้นมาในภาคใต้ของสหรัฐ มีเชื้อสายมาทางฟ็อกซ์ฮาวนด์ของเวอร์จิเนียมาแต่สมัยล่าเมืองขึ้น และบลัดฮาวนด์ซึ่งมีเชื้อสาย ทัลโบต์ฮาวนด์ของเผ่านอร์มัน หูที่ตูบห้อยลงมากวัดแกว่ง ตลอดจนหางที่เรียวยาวนั้น ดูแล้วค่อนไปทางบลัดฮาวนด์อยู่มาก แม้ว่านำ้หนักตัวจะน้อยกว่า และหนังย่นน้อยกว่า แต่สีของมันน้ันคงเดิม คือแบล็ก แอนด์ แทน ที่แกะรอยได้เก่งนั้นก้เป็นเพราะเชื้อสายของมันนั้นเป็นเลิศอยู่แล้วในเรื่องนี้ แม้จะไม่รวดเร็วแต่ก็ทรหดและละเอียดลออ สู้ได้ทุกภูมิประเทศ
นักเพาะหมาพยายามอย่างยิ่ง ที่จะให้เป็นหมาที่เฉียบแหลมและทรหด แบล็ก แอนด์ แทน พันธุ์นี้จึงเป็นหมาล่าแร็กคูนพันธุ์แรกที่ได้รับการยกย่องยอมรับนับถือของสโมสรหมาอเมริกันเมื่อปี 1945
สูงเพียงไหล่ 23-27 นิ้ว นำ้หนัก 55-65 ปอนด์

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554

กลุ่มพันธุ์ฮาวนด์Hound Group บีเกิล Beagle


บีเกิล Beagle

เป็นหมาเรียบร้อยและสะอาด และเมื่ออยู่ในบ้านมักจะไม่เห่า ด้ายหางที่กระดิกน้อยๆ และหูตูบที่กระพือไปมา มันก็มักจะเล่นกับเด็กอย่างสนุกสนาน เวลาเด็กๆเจ็บป่วย บางทีมันก็รู้จักปลอบด้วยการเข้าไปเลีย แต่กระนั้นเองยามที่ออกไปพักผ่อนสุดสัปดาห์ในชนบทกับเจ้าของ หมานิสัยเรียบร้อยตัวนี้จะลุยตามทุ่งตามป่าไม่ลดละด้วยความทรหด ปากก็บรรเลงไปด้วยเสียงอันแหลมให้กระต่ายป่าตื่น
ไม่ว่ากระต่ายพันธุ์ไหนมักเป็นคู่อริของมันเสียทั้งนั้น เพราะบรรพสุนัขเชื้ออังกฤษของมันนั้นเคยล่ากระต่ายมาตั้งแต่สมัยพระนางอลิซเบทที่ 1 โน้นแล้วโดยเลี้ยง "บีเกลนักร้อง " เอาไว้ทั้งฝูง เมื่อกาลเวลาล่วงไป สายเลือดนี้เลือดนี้ก็ได้พัฒนาติดต่อกันมา ในกลางศตววรษที่ 19 พาร์สัน ฮันนีวูด แห่งเอ็สเซ็กซ์ ได้พัฒนาสายพันธุ์เป็นที่ถูกอกถูกใจ และถูกตา บรรดานักกีฬาอย่างยิ่ง ทำให้เกิดเป็นทีนิยมกันอย่างกว้างขวางในเกมกีฬานี้ตลอดไปจนถึงหมาเองด้วย
หมาฮาวนด์ ของฮันนีวูดจัดเป็นหมาบีเกิลยุคใหม่ชุดแรก ดูๆแล้วเหมือนอิงลิชฟ็อกซ์ฮาวนด์แบบย่อส่วน เพราะมันคอยกระตุ้นให้เหยื่อต้องขยับตัวอยู่เสมอ แต่ไม่ทิ้งระยะห่างจากพรานนัก ขาตรง ยาว และมีขนสีเดียวกับฟ็อกซ์ฮาวนด์ หูตกมาถึงเกือบปลายจมูก ตาที่ห่างกันนั้นดูอ่อนโยนและวิงวอนในแววตา แต่กระนั้นก็มีประกายแวววาวด้วยความรักสนุก
เวลาปล่อยออกไปในดงกระต่ายป่า ฝูงบีเกิลจะขยายแถวกันออกไปเพื่อแกะรอยกลิ่น ส่วนหางก็โบกสะบัดไม่หยุด หากพบรอยหรือกลิ่น ก็มักจะส่งสัญญาณด้วยความตื่นเต้น นักล่ามักจะแต่งตัวด้วยเสื้อนอกสีเขียวตัดชั้นในสีขาว พอเห็นว่าจะลำ้หน้าเจ้านายไปมาก ก็จะหยุดรอ พอนายมาก็ควบกันต่อ โดยบรรเลงเพลงหมาไป
โดยที่เห็นว่ามันถูกกว่า จัดง่ายกว่าการขี่ม้าล่าหมาจิ้งจอกเป็นอันมาก การใช้หมาบีเกิลก็เลยเป็นที่นิยมกันขึ้นในสหรัฐ หลังจากที่หมาบีเกิลรุ่นใหม่ถูกนำเข้าไประหว่าง ทศวรรษที่ 1880และในปี 1890 นั้น ชาวเมืองนิวอิงก์แลนด์ก็ได้คิดค้นวิธี การใหม่ขึ้นคือ มีการประกวดความสามารถของหมาในการล่ากระต่าย โดยใช้หมาเป็นคู่ๆ หมาไม่จำเป็นจะต้องตามไปฆ่ากระต่ายให้ได้เพื่อเอาคะแนนชนะเลิศ และหมาตัวใดที่ตามสะเปะสะปะก็จะถูกตัดคะแนน ตัวไหนถูกตัดคะแนนน้อยสุดตัวนั้นชนะ หมาบีเกิลแข่งขันกันเป็นสองรุ่น รุ่น ตัวสูงขนาด 13-15 นิ้ว อีกรุ่น หนึ่งสูงตั้งแต่ 13 นิ้วลงมา เป็นแบบ " บีเกิลกระเป๋า " ของอังกฤษ
จะตัวเล็กหรือใหญ่ ก็ตาม หมาบีเกิลมันก็ใช้พลังของมันอย่างไม่ยอมแพ้ในการทดสอบภาคสนามหรือการล่าจริง ๆ ในทุ่งนักล่าย่อมจะรู้ทีท่าอันกระตือรือร้นของมันได้ดีเวลาใกล้เหยื่อเข้าไป
ในบ้านของคนอเมริกันนับพันนับหมื่นก็เลี้ยงเจ้าบีเกิลที่น่ารักนี่ไว้เป็นเพื่อน และสิ่งที่มันพอจะตามกลิ่นตามรอยได้ในยามนั้นก็คือ รองเท้าแตะของนายมัน
สูงเพียงไหล่ 10-15 นิ้ว นำ้หนัก 20-40 ปอนด์

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

กลุ่มพันธุ์ฮาวนด์Hound Group ฮารีเออร์Harier




ฮารีเออร์ Harier


ฮารีเออร์นั้นดู ๆ แล้วเหมือนหมาฟ็อกซ์ฮาวนด์อังกฤษตัวย่อม ๆ ทั้งหัวและจมูกก็เหมือนกัน ตีนเหมือนแมวคล้ายกัน หลังตรง ขาตรง สีก็ยังเหมือนกัน นอกเสียจากว่าฮารีเออร์สายเลือดแท้นั้นด่างเป็นสีฟ้า ความจริงแล้วบรรดาผู้เชี่ยวชาญเขาว่าฮารีเออร์ก็เป็นฟ็อกซ์ฮาวนด์ที่เพาะพันธุ์ให้ย่อมลงมาหน่อยเท่านั้นเอง

ยามที่มันโจนไปตามทุ่งตามไร่ในอังกฤษมันก็บรรเลงเพลงหมาของมันไปยามท่ีแกะรอยกระต่ายป่า ในอังกฤษสมัยกลางนั้น การล่ากระต่ายป่าเป็นกิจกรรมยามว่างของคนยากไร้ พวกลูกไล่ต่างก็รวมตัวกันพร้อมกับหมาแล้วก็วิ่งเหยาะตามฝูงหมาไป พวกผู้ดีก็ขี่ม้าตามบ้างเห็นว่าเข้าท่าสนุกดี มีจดหมายเหตุบันทึกไว้ตอนหนึ่งเกี่ยวกับพระเจ้าเจมส์ที่ 1 ว่า " เอากระต่ายป่าใส่ตระกร้าไปปล่อยในทุ่งแล้วให้หมาไล่นั้นเป็นกีฬาอันวิเศษนักสำหรับพระเจ้าอยู่หัว " ทุกวันนี้นักล่าก็เลยขี่ม้ากันหมด

หมาพันธุ์นี้รู้จักกันในอเมริกาตั้งแต่สมัยแสวงหาเมืองขึ้น แต่ทุกวันนี้ก็ไม่ค่อยได้เห็นกันนัก ญาติของมันที่ตัวย่อมกว่าคือพันธุ์บีเกิลนั้นเหมาะกว่าสำหรับจะล่ากระต่ายอเมริกัน


สูงเพียงไหล่ 19-21 นิ้ว นำ้หนักประมาณ 40 ปอนด์

วันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2553

กลุ่มพันธุ์ฮาวนด์Hound Group อิ็อตเตอร์ฮาวนด์Otterhound



อ็อตเตอร์ฮาวนด์ Otterhound

ดูแล้วก็เหมือนกับพันธุ์บลัดฮาวนด์ที่สวมขนแกะ มีขนที่ยุ่งยิ่งไปต้ังแต่บนหัวจนจรดหาง ลูกตาที่จมลึกอยู่ในเบ้าตา และจมูกบานก็โผล่ออกมาระหว่างหนวดกับเคราที่รุ่มร่าม
พันธุ์นี้มีอยู่น้อยในอเมริกา แต่ฮาวนด์พันธุ์นี้แหละที่ไล่กวดตัวนากตามลุ่มนำ้ลำธารที่มีปลาชุกชุม ไม่มีใครสืบสาวรู้ต้นกำเนิดของพันธุ์นี้แน่นอน รู้กันคร่าวๆ เพียงว่านอกจากสายเลือดบลัดฮาวนด์แล้ว ก็ยังมี เซาเทิร์นฮาวนด์ เวลช์ ฮารีเออร์ วอเตอร์สแปเนียล และเวนดีลฮาวนด์ ผสมอยู่ในสายเลือดอย่างละนิดละหน่อย
อ็อตเตอร์ฮาวนด์เหมาะที่สุดสำหรับที่จะฝ่าความหนาว ลุยนำ้ หรือทรหดในกีฬาที่เอามาตั้งชื่อของมันคือ ลำตัวนาก เท้่าที่มีพังผืดระหว่างนิ้วช่วยให้ว่ายน้ำได้แข็ง ขนที่ชุ่มนำ้มันอยู่ในขนชั้นในนั้นทำให้ตัวอุ่น จมูกไวก็ดมไปเรื่อ
ยๆ ตามฝั่งลำธารในยามรุ่ง เสาะหากลิ่นที่พวกนากทิ้งเอาไว้ยามคำ่คืน พอจับกลิ่นได้เมื่อใด เสียงอันทุ่มตำ่ของมันก็บรรเลง เตือนให้นักล่าที่เดินตามมาได้รู้
ล่ากันครั้งหนึ่งๆ บางทีไกลถึง 23 ไมล์ และกินเวลาถึง 10 ชั่งโมง ในศตวรรษที่ 19 มีหมาพันธุ์อ็อตเตอร์ฮาวนด์ล่านาก
อยู่
ตามลำธารตามคลองในอังกฤษกว่า 20 ฝูง พวกนักล่าที่ชอบทางนี้มักจะเลือกเอาการล่านากมาแทนล่าหมาจิ้งจอก ตอนที่หมดฤดูล่าหมาแล้ว ในทุกวันนี้ หมาฟ็อกซ์ฮาวนด์ และหมาพันธุ์ผสมก็เข้ามาร่วมอยู่ในฝูงหมาล่านากกับเขาด้วย
อ็อตเตอร์ฮาวนด์นี้มีสีต่างๆกันไป นับแต่สีฟ้าและสีขาวไปจนถึงแบล็กแอนด์แทน และร่าเริงแจ่มใสในยามที่ลุยนำ้บรรเลงเพลงหมาไปเรื่อย ตามลำธารอันเร้นลับที่เย็นยะเยือก ถ้าเลี้ยงไว้ในบ้านจะเป็นหมาที่รักเด็กเป็นเพื่อนเด็กที่วิเศษสุดทีเดียวเชียว

สูงเพียงไหล่ 24-26 นิ้ว นำ้หนักประมาณ 65 ปอนด์



วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

อเมริกัน ฟ็อกซ์ฮาวนด์ American Fox Hound



กลุ่มพันธุ์ฮาวนด์ อเมริกัน ฟอกซ์ ฮาวนด์Hound Group American Fox Hound

ขาของหมาพันธุ์นี้เรียวๆ กว่า และตัวเบากว่าอิงลิช ฟ็อกซ์ฮาวนด์ เดอ โซโต ได้นำฮาวนด์ตัวแรกเข้ามายังโลกใหม่เพื่อแกะรอยพวกอินเดียแดง ในปี1650 โรเบิร์ต บรุก ตั้งถิ่นฐานลงในแมรีแลนด์พร้อมด้วยฟ็อกซ์ฮาวนด์ทั้งฝูง ยอร์จ วอชิงตัน นำหมาพันธุ์อังกฤษมาเลี้ยงไว้เมื่อปี 1770 และได้รับของขวัญเป็นหมาล่ากวางพันธุ์ฝรั่งเศสที่มีหูยาวจาก นายพล ลาฟาเเย็ด เมื่อปี 1785 หมาสองพันธุ์ก็เลยผสมกัน และอาจเป็นบรรพสุนัขของอเมริกันฟอกซ์ฮาวนด์ในทุกวันนี้ ชาวแมรีแลนด์และชาวเวอร์จิเนียที่ขี่ม้าได้เก่งแต่ไม่ค่อยชอบแบบฉบับการล่าของอังกฤษยามเมื่อควบตามฝูงหมา พอนักล่าเห็นตัวเหยื่อ ก็มักแหกปากร้องลั่นไปทั้งท้องทุ่ง อาจเป็นต้นกำเนิดของเสียงร้อ
งโห่ยามเมื่อทหารฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ประจัญบานกันในยุคสงครามกลางเมืองนั้นเอง
นักควบอาชาที่กวดหมาจิ้งจอกไปตามทุ่งในฟิลาเดลเฟียที่เพิ่งตั้งเมืองใหม่ตลอดจนในไร่ของแมนฮัตตันตอนบน หรือการล่าหมาในบรุกลินนั้นเพิ่งมาสั่งห้ามกันเมื่อไม่ถึง100 ปีมานี้เอง
กีฬาดังกล่าวเป็นแบบฉบับของการล่าหมาจิ้งจอกในรูปแบบต่างๆ แล้วแต่ว่าจะเป็นภูมิภาคไหน ต่างก็มีชื่อของผู้เพาะเลี้ยงรายฉมังๆ ไว้เช่น มอบิน วอล์กเกอร์ ทริกก์ เบิร์ดซอง และอื่นๆ ต่างพวกต่างก็เหมาะกับวิธีล่านั้นๆ
หมาจิ้งจอกในอเมริกานั้นหายากกว่าในอังกฤษ และกลิ่นหมาจิ้งจอกในดงทึบและภูมิประเทศที่เป็นขุนเขาก็ตามยาก ฉะนั้น อเมริกันฟ็อกซ์ฮาวนด์จึงต้องอาศัยจมูกที่ไวและแม่นเป็นพิเศษ หมาที่แกะรอยติด จะตามหมาจิ้งจอกที่ว่องไวรวดเร็วไปไม่ลดละ ฝ่าพื้นภูมิประเทศที่ทุรกันดารไม่ท้อถอย มีฝีเท้าที่เร็วสุดยากที่นักอาชาจะตามทัน นักล่าจะตามได้ถูกก็เพราะเสียงเห่าหอนของมันไปตลอดทาง หมาพันธุ์ฝรั่งเศสของ ยอร์จ วอชิงตันนั้น กล่าวกันว่าร้องเพราะมีกังวานประดุจ "เสียงระฆังในกรุงมอสโก"
ยามคำ่คืน หมาพวกนี้จะตามกลิ่นหมาจิ้งจอกไปจนกระทั่งหมาจิ้งจอกมุดเข้ารูเข้าโพรง มันจะเฝ้าอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเจ้าของเป่าปากเรียกนั้นแหละ มันจึงจะวิงกลับมาไกลเป็นไมล์ๆ เพื่อกลับบ้าน ซ่ึงนับว่าเก่งไม่น้อยที่จับทิศทางกลับบ้านได้แม่น อเมริกันฟ็อกซ์ฮาวนด์นั้น หูยาวและตาโศก มีเสียงหอนที่เพราะ
สูงเพียงไหล่ 21-25 นิ้ว นำ้หนักประมาณ 70 ปอนด์

วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

กลุ่มพันธุ์ฮาวนด์Hound Group อิงลิชฟ็อกซ์ฮาวนด์English Foxhound



อิงลิชฟ็อกซ์ฮาวนด์ English Foxhound

ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของทีมหมาล่าจิ้งจอก ชีวิตอันเริงรื่นชื่นใจก็ตอนที่แห่ข้ามทุ่งในอังกฤษกันเป็นฝูงๆ นั่นแหละ เรื่องการล่าหมาจิ้งจอกของพันธุ์นี้ เป็นกิจกรรมมาตั้งแต่ยุคกษัตริย์ในสมัยกลาง โดยเจริญรอยตามอย่างหมาล่ากวางป่าที่ตัวใหญ่กว่าและถือว่าเป็นบรรพสุนัขของมัน
ยุคที่โอลิเวอร์ ครอมเวล ครองอำนาจอยู่นั้นเขาได้ล้างป่า ล่ากวางเสียหลายแห่ง แล้วก็บังคับให้พวกนักล่ากวางหันไปล่าหมาจิ้งจอกแทน ในศตวรรษที่ 18 ดยุคแห่ง
โบฟอร์ด ซึ่งกำลังกลับจากการล่ากวาง เกิดปล่อยหมาให้ตามกลิ่นหมาจิ้งจอกไป ดยุคก็เลยต้องห้อม้าตามฝูงหมาข้ามทุ่งข้ามท่าไปลิบลับ อันเป็นเหตุให้เกิดความคึกคักสนุกสนานเป็นอย่างยิ่ง การล่าหมาจิ้งจอกก็ลยเป็นที่นิยมของชนชั้นสูงจนถึงชนชั้นกลางและชนชั้นล่าง
คำขวัญของกีฬาล่าหมาจิ้งจอกมีอยู่ว่า"จะเลือกเอาหมาจิ้งจอกที่ตายหรือจะเอาคอตนเองหัก"อันเป็นการกระตุ้นสปิริตของบรรดาทหารและนักการทูตของอังกฤษทั้งหลาย จนกลายเป็นที่ลือเลื่องไปทั้งในวรรณกรรมและจิตรกรรมที่แสดงไว้เป็นลายลักษณ์อักษรและรูปภาพที่แสดงว่า"การล่านี้เป็นกีฬาของพระราชา"ดังที่นาย ยอร็อกส์ ได้พรรณาไว้ว่า"ได้รับรสแห่งความตื่นเต้นประหนึ่งทำการสัปยุทธ์โดยไม่บาดหมางใจและเสี่ยงภัยแค่ 25เปอร์เซ็นต์เท่านั้น"
การเพาะพันธุ์และเลี้ยงอย่างระมัดระวังได้ทำให้อิงลิชฟ็อกซ์ฮาวนด์ ทำงานได้เหมาะสมอย่างยิ่งกับสายพันธุ์เกรย์ฮาวนด์ ได้ทำให้ขาของมันยาว ตรง วิ่งเร็ว และมีความอดทนสูง ฝูงที่ดีๆ และเก่งๆ อาจจะนำฝูงม้าของนักล่าข้ามทุ่งไปได้ไกลๆ ถึง 75 ไมล์ อกเป็นรูปสีเหลี่ยมและตีนนุ่มเหมือนแมว ขนาดและฝีตีนของมันนั้นแตกต่างกันไป แล้วแต่ว่าภูมิประเทศอย่างไหนตั้งแต่ที่เป็นลูกเนินไปจนถึงที่เป็นเขา หรือชันดิกอย่างในไอร์แลนด์ แต่ก็ไม่เร็วไม่ช้ากว่ากันมากนัก
สีแบล็กแอนด์แทนคือดำนำ้ตาลนั้น แต้มตามตัวมันทับสีพื้นที่ขาวมากบ้างน้อยบ้าง นักเพาะหมาบางรายก็ต้ังใจจะให้มีสีสมำ่เสมอเหมือนกันหมดทั้งฝูง และต่างก็เลือกเอาตัวที่เห่าหอนได้เสนาะโสต
การล่าหมาจิ้งจอกเป็นกีฬาที่ติดตามชาวอังกฤษไปทุกแห่งหนในโลก ท่านลอร์ดแฟร์แฟ็กซ์ได้นำเอาหมาฮาวนด์
ของอังกฤษมาที่รัฐเวอร์จิเนียเมื่อปี 1738 และฝูงหมาล่าพันธุ์นี้ก็ยังมีหอนเห่าอยู่ตามท้องทุ่งในออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์อยู่ตราบเท่าทุกวันนี้ หมาฮาวนด์ที่ขลิบหูและมีหัวชูตรงตามแบบฉบับของหมาอังกฤษก็ยังอยู่ในทุ่งหญ้าแคนาดาตามกลิ่นหมาจ้ิงจอกที่คนหลอกเอาขี้ม้าโรยไว้เพื่อล่อหมา
สูงเพียงไหล่ 23-25 นิ้ว นำ้หนักประมาณ 85 ปอนด์

วันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

กลุ่มพันธุ์ฮาวนด์ Hound Group บาสเซ็ตฮาวนด์ Basset hound

บาสเซ็ตฮาวนด์ BassetHound

หมาบาสเซ็ตสืบเชื้อสายมาจากหมาฮาวนด์พันธุ์แซงต์ฮูแบรต์ซึ่งใช้แกะรอยจนพบสัตว์แล้วตะเพิดออกมาจากที่ซุ่มซ่อน เนื่องจากเพาะพันธุ์กันมา
โดยฝีมือพวกพราน หมาตวลำ่ม่อต้อย่อมๆนี้เองจึงสามารถแกะรอยกวาง หมาป่า หมูป่าในป่าภาคเหนือยุโรป จนถึงขั้นตามหมาจิ้งจอกและ เกมอื่นๆ ได้
พรานฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 16 มักจะใช้บาสเซ็ตตามกลิ่นตัวเบ็ดเยอร์ ซึ่งเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งขนาดเท่าหมาจิ้งจอก ตีนมีเล็บอย่างหมี และขุดโพรงอาศัยอยู่
ในดิน ต้องใช้บาสเซ็ตที่ฝึกไว้ดีแล้วอย่างน้อย 12 ตัว โดยแต่ละตัวต้องมีปลอกคอหนาสามนิ้วมีกระพรวนผูก แล้วก็คอยฟังขณะที่หมามันเห่าตอนที่ตามเหยื่อลงไปในโพรงใต้ดิน แล้วคนตั้งสิบคนซึ่งมีพลั่ว มีเสียมก็คอยขุดตามไปเพื่อเอาเหยื่อนั้นขึ้นมา
หลายศตวรรษที่บาสเซ็ตฮาวนด์หลายจำพวกเวียนไปวนมาอยู่ในฝรั่งเศส แล้วก็วิวัฒนาการไปจนกระทั้งกลายมาเป็นขนเรียบเส้นหยาบๆ ขาตรงบ้าง ขาคดๆบ้างก็มี แม้ในภาคพื้นยุโรปจะรู้จักหมาบาสเซ็ตมาช้านาน ชาวอังกฤษน้อยคนนักจะได้เคยเห็นก่อนปี 1863 คราวที่มีการโชว์หมาครั้งแรกในกรุงปารีส แล้วเข้ามาอวดตัวในอังกฤษอีก 12 ปีต่อมา พันธุ์นี้ก็เกิดเป็นที่ถูกใจ บรรดาเจ้านายอังกฤษต่างก็หลงใหลใฝ่ฝัน ทั้งพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 และพระราชินีอเล็กซานดราก็ทรงโปรดด้วยกันทั้งนั้น
พันธุ์สายเลือดที่เห็นกันบ่อยๆ ในสหรัฐนั้นเรียกว่า Le Couteulx ตามชื่อของนักเพาะหมาชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 19 มักจะมีสีอย่างฟ็อกซ์ฮาวนด์ต้ังแต่หูที่ตูบห้อยย้อยลงมา ยังกะผ้าม่านกำมะหยี่อันนุ่มนิ่ม ไปจนถึงหาง
ที่ชูตั้งแล้ว ขาสั้นลำ่ม่อต้อสูงกว่าดินไม่กี่นิ้ว แต่ก็ใช่จะเป็นโทษหากแต่กลับเป็นคุณเพราะจมูกอันไวนั้นเองจะอยู่เกือบชิดดิน ช่วงก้าวที่สั้นนี่เองที่พรานพอจะเดินตามได้ทัน ยามที่มันจับกลิ่นสัตว์ได้ นักกีฬาในสหรัฐใช้ล่าหมาจิ้งจอก แร็กคูน โอพอซซัม และกระรอก แต่ที่นับว่าเด่นในคุณภาพของบาสเซ็ตก็คือการไล่ไก่ฟ้าและกระต่ายออกจากที่ซ่อน การเยื้องย่างอย่างไม่รีบร้อนแต่ละเอียดลออในทุ่ง ทำให้สัตว์ไม่แตกตื่น เป็นหมาที่ฝึกได้ง่ายและฝึกให้เก็บนกก็ได้ นิยมเลี้ยงกันเป็นหมาบ้านในสหรัฐ ใครเห็นตาโศกของมันเข้าแล้ว ทนอยู่ไหวหรือที่จะไม่รักมันได้
สูงเพียงไหล่ 11-15 นิ้ว นำ้หนัก 25-40 ปอนด์

วันอังคารที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

กลุ่มพันธุ์ฮาวนด์ บลัดฮาวนด์ Bloodhound


บลัดฮาวนด์ Bloodhound

พันธุ์นี้จัดว่าเป็นชั้นเซียนในหมู่หมาที่ล่าโดยอาศัยกลิ่น เป็นหมาที่มีสีหน้าวางเฉยที่สุดและมีจมูกไวที่สุดของโลกทีเดียว ระบบประสาทการดมกลิ่นอันลำ่เลิศประกอบด้วยปณิธานอันแน่วแน่ ลือเลื่องกันมาแล้วตั้งแต่สมัยโรมันเรืองอำนาจ แต่สายเลือดบลัดฮาวนด์เท่าที่รู้กันมานั้นเริ่มขึ้นเมื่อศตววษที่ 8 จากหมาฮาวนด์พันธุ์แบล็ก แอนด์ แทนคือดำตัดนำ้ตาลที่เรียกกันว่า
แซงต์ฮูแบรต์ ที่เขาเคยใช้ล่าเนื้อกันในป่าอาร์เดนส์ กับอีกพันธุ์หนึ่งที่เรียกกันว่า ทัลโบต์ฮาวนด์ บรรดาเจ้าผู้ครองถิ่นนอร์มันได้นำเอาบลัดฮาวนด์ต้นตระกูลข้ามช่องแคบมาสู่อังกฤษ และในศตวรรษต่อๆ มา ตอนที่วัดอารามทุกแห่งต่างก็มีคอกเลี้ยงหมาของตนไว้นั้น พระชั้นราชาคณะก็นิยมเลี้ยงกัน ต่างก็รักษาเลือดพันธุ์บริสุทธิ์ไว้ จึงได้ชื่อว่า "บลัดฮาวนด์" ซึ่งหมายถึงหมาที่มีสายเลือดบริสุทธิ์แท้
ดร.โยฮัน ไคอุส ผู้รอบรู้ในเรื่องยุคสมัยอลิซาเบท ได้อธิบายไว้ว่าหมา
พันธุ์นี้โดยปกติก็เรียกกันว่า "Bloundhounde"หรือ"Sanguinarius"เพราะความสามารถในเชิงตามรอยกลิ่นเลือดสัตว์ที่บาดเจ็บจากการล่า แม้แต่ตอนที่เกิดโจรลักวัวกันชุกชุมในเขตพรมแดนระหว่างอังกฤษกับสก็อตแลนด์ก็สามารถตามรอยคน(โจร)ได้ไม่ผิดพลาด ในกาลต่อมาหมาบลัดฮาวนด์ ก็แกะรอยตามพวกลักฆ่ากวาง ในเขตวนอุทยานขนาดใหญ่หรือเขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่าในอังกฤษ
แม้อังกฤษจะเป็นผู้คัดผู้เพาะพันธุ์นี้ขึ้นมา หมาพันธุ์นี้ก็มีชื่อเสียงสูงสุดและยังรักษาชื่อนั้นอยู่อย่างไม่มีด่างพร้อยในสหรัฐ บางคนรังเกียจหมาพันธุ์นี้แล้วก็วาดภาพให้เห็นความดุร้ายของมันในการเข้าฟัดทาสที่หลบหนีเจ้านาย ซึงความจริงแล้ว หมาบลัดฮาวนด์เลือดบริสุทธิ์นั้นเป็นหมาที่อ่อนโยนที่สุด มักจะขี้อายมากกว่าดุร้าย หมานี้เองที่แกะรอยตามนักโทษที่หลบหนีและสูดดมกลิ่นแก๊สที่รั่วออกจากท่อใต้ดิน แต่หน้าที่หลักของพันธุ์นี้คือ ตามกลิ่นคนเพื่อหาผู้ที่หลงทางหรือผู้ที่กำลังหลบหนี สามารถจับกลิ่นเหงื่อไคลของมนุษย์ที่เอาละลายในนำ้ให้เจือจางถึงหนึ่งในล้านได้ สามารถแกะรอยตามดินชื้น ลมพัดอ่อนอุณหภูมิพอเหมาะ หมาบลัดฮาวนด์จะแกะรอยใหม่ๆ โดยเงยหน้าเสมออก จับกลิ่นเอาในอาศ หากเป็นรอยที่จางกลิ่นเต็มที่แล้วก็จะเอาจมูกและริมฝีปากลงชิดดิน
หัวอันใหญ่โตวัดได้ความยาวกว่า 12 นิ้ว จากปลายจมูกถึงจุดบนกลางหัว(ระหว่างโคนหูที่ชิดกัน) หูที่แลดูยังกับผวยผ้าเมื่อจับกางออกทั้งสองข้างวัดได้ประมาณ 30 นิ้ว หนังที่ย่นยู่ยี่ตามหัวและคอก็ยิ่งย่นหนักเมื่อเวลามันก้มลงดมตามดิน เน้ือตัวที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามนั้นเป็นสีดำและสีแทน หรือแดงและแทน หรือนำ้ตาลปนเหลือง หมาบลัดฮาวนด์รักคนเป็นอย่างยิ่งและประสาทไวยิ่งนัก ชอบอยู่กับคน เมื่อคนแสดงความรักเอ็นดูหรือดุด่าวากล่าวมัน ซึ่งมันจะสำนึกในทันที
สูงเพียงไหล่ 23-27 นิ้ว นำหนัก 80-110 ปอนด์

วันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2553

การดูแลสุนัขก่อนและหลังการคลอด


การดูแลสุนัขก่อนและหลังการคลอด

ครวจัดสถานที่ไว้ให้แม่สุนัขคลอดโดยต้องไม่อยู่ในที่โล่งแจ้ง ครวหามุมเงียบสงบพ้นจาก
สายตาของสัตว์เลี้ยงตัวอื่น เมื่อได้สถานที่แล้วสุนัขจะนอนลงไม่ไปไหน ไม่
ยอมกินอะไรในช่วงนี้ ใช้ปรอทวัดอุณหภูมิสุนัข(อุณหภูมิปกติอยู่ที่ประมาณ 100.5 F) ถ้าอุณหภูมิลดตำ่ลงกว่า 99.5 F แสดงว่าจะคลอดภายใน 24 ชั่วโมง (ครววัดอุณหภูมิต้ังแต่ท้องประมาณ 55 วัน)การที่อุณหภูมิลดลงเป็นเพราะว่าร่างกายสุนัขจะหลั่งสารออกมาระงับอาการเจ็บปวดก่อนคลอด ซึ่งส่งผลให้อุณหภูมิตำ่ลง ถ้าไม่ใช้การวัดอุณหภูมิให้สังเกต
เต้านมของแม่สุนัขจะมีการบวมคัดเมื่อบีบจะมีนำ้นมไหลออกมา สุนัขจะหายใจแรงกระสับ
กระส่ายแสดงอาการเบ่งลูก
ข้อครวระวัง เมื่อแม่สุนัขแสดงอาการเบ่งลูกแล้วไม่ยอมออกเป็นเวลานานเกิน 6 ชั่วโมง
แสดงว่ามดลูกไม่มีแรงบีบตัว ให้พาแม่สุนัขไปพบสัตว์แพทย์เพือทำคลอดทันที หาก
ปล่อยทิ้งไว้แม่สุนัขอาจเสียชีวิตได้ กรณีนี้ครวเคลื่อนย้ายแม่สุนัขด้วยความระมัดระวัง
ขั้นตอนในการคลอด
แม่สุนัขกำลังจะคลอดลูกจะมีอาการกระสับกระส่าย หายใจแรงเป็นช่วงๆ และจะมีนำ้นมไหลออกมา มดลูกบีบตัวเป็นจังหวะ มีนำ้เมือก

ละลายออกมา มีการคลายและขยายของปากมดลูก พฤติกรรมเปลี่ยน เช่น ขุดพื้น ไปซุกตัวตามมุมมืดๆ ช่วงเตรียมคลอดประมาณ 1-36 ชั่วโมง แม่สุนัขคลอดจริง มีการฉีกขาดของรกของลูกตัวแรก ถุงนำ้ครำ่ที่ห่อตัว
ลูกสุนัขอยู่แตก แล้วถุงที่หุ้มตัวลูกสุนัขจะออกตามมาภายใน 30 นาที ไม่ครวเกิน 2 ชั่วโมงหลังจากถุงนำ้ครำ่แตก หากไม่มีลูกสุนัขออกมาให้พาแม่สุนัขพบสัตว์แพทย์ทันที แสดงว่ามีปัญหาในการคลอด ตัวลูกอาจจะอยู่ในแนวขวาง หรือตัวลูกใหญ่เกิน ถ้าพาไปผ่าไม่ทันจะทำให้ลูกในท้องตายทั้งหมดได้กรณีช่วยทำคลอด หลังจากลูกสุนัขคลอดออกมา ให้ใช้มือคอยๆดึงถุงลูกสุนัขออกมาตามทางของช่องคลอด ประคองถุงตัวลูกสุนัขไว้แล้วค่อยๆ ดึงเพื่อให้รกออกมาด้วย (จับตรงสายระหว่างถุงกับรกแล้วค่อยดึง)เพื่อรกจะได้ไม่ค้างอยู่ในมดลูก จากนั้นฉีกถุงหุ้มตัวลูกสุนัขออก มัดสายสะดือห่างจากท้องประมาณ 1 นิ้ว ตัดสายสะดือ ทาเบทาดีน ดูดเมือกในปากและจมูกลูกสุนัขออก ใช้ผ้าเช็ดถูย้อนขนลูกสุนัขเพื่อกระตุ้นการหายใจ สามารถใช้นำอุ่นหรือแอลกอฮอล์ เช็ดตัวลูกสุนัขเพื่อป้องกันการเกิดผิวหนังอักเสบอันเนื่องมาจากคราบสกปรกที่เกิดจากการคลอดซึ่งเราเช็ดไม่หมด จับลูกสุนัขให้ดูดนมแม่กระตุ้นด้วยการบีบให้นำ้นมไหลแล้วจับปากลูกสุนัขให้งับแล้วดูว่าลูกสุนัขสามารถดูดนมได้ และลูกตัวอื่นๆ ให้ครบทุกตัว
นำ้นมแม่สุนัขสำคัญอย่างไร
ลูกสุนัขแรกคลอดมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องได้รับนำ้นมจากแม่สุนัข โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 24-72 ชั่วโมงแรกซึ่งจะเป็น"นมนำ้เหลือง"(Colostrum) โดยที่เราจะสังเกตได้ว่านมนำ้เหลืองนั้นจะมีสีค่อนข้างเหลืองและข้นในขณะที่นมปกตินั้นจะเป็นสีขาวใส เหตุที่นมนำ้เหลืองมีความสำคัญสำหรับลูกสุนัขมากก็เนืองมาจากภูมิคุ้มกันโรคต่างๆที่สร้างจากตัวแม่สุนัขจะสามารถถ่ายทอดมายังลูกสุนัขได้โดยอาสัยการผ่านทางนำ้นมเหลืองนี้ถึง 80% และส่วนที่เหลือของภูมิคุ้มกันเพียง 20% ได้ผ่านจากแม่มาสู่ลูกสุนัขแล้วในช่วงที่แม่สุนัขตั้งท้อง เมื่ิอพ้น 3 วันแรกภายหลังการคลอดไปแล้ว นมนำ้เหลืองก็จะค่อยๆหมดไป แม่สุนัขก็จะเริ่มสร้างนำ้นมปกติออกมา โดยภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากนมนำ้เหลืองนี้ก็จะสามารถช่วยทำให้ลูกสุนัขได้รับภูมิคุ้มกันโรคจากแม่สุนัขและสามารถนำมาใช้กับตัวลูกสุนัขเองได้เลย ซึ่งภูมิคุ้มกันแบบนี้จะเรียกว่า ภูมิคุ้มกันแบบรับมาPassive Immunnity